LOOKING ON EVERYTHING ?
EXPLORE ON EVERYTHING
อุดมศักดิ์เป็นชาวกรุงเทพโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาศิลปศึกษา จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเข้าศึกษาต่อที่ Pratt Institute ในบรุกลิน นิวยอร์ก และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบัน The School of the Art Institute of Chicago
อุดมศักดิ์สร้างชื่อด้วยผลงานจิตรกรรมอันโดดเด่นด้วยการตัดแปะตัวอักษรจากสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์, แผ่นใบปลิว วาดทับด้วยสีหมึก, ปากกา, สีอะคริลิค จนเหลือแต่พื้นที่ในตัวอักษรและตัวเลขบางตัว ผสมกับการใช้วัสดุในชีวิตประจำวันอย่างป้ายยี่ห้อสินค้า, ผ้าปูเตียง, กระดาษลัง และพลาสติกกันกระแทก หรือแม้แต่เส้นก๋วยเตี๋ยว มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนามธรรมที่ปฏิเสธการยึดติดกับเรื่องราวและคำอธิบายที่ชัดเจน หากแต่เปิดโอกาสให้ผู้ชมใช้จินตนาการและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวในการเสพผลงานของเขา ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี อุดมศักดิ์สร้างสรรค์ผลงานที่ขยายขอบเขตทางความคิดของผู้ชม และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เข้าถึงศิลปะ ด้วยการดึงศิลปะให้เข้าใกล้กับชีวิตประจำวันอย่างแนบแน่น
อุดมศักดิ์มีผลงานจัดแสดงในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ทั้งในประเทศและทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Museum of Modern Art (MoMA), MoMA PS1 และ Gavin Brown’s Enterprise นิวยอร์ก, Kunstverein Freiburg เยอรมนี, Gallery Side 2 โตเกียว, Walker Art Center มินนิอาโปลิส, Victoria Miro Gallery และ Whitechapel Art Gallery ลอนดอน ฯลฯ เขายังได้รับเลือกให้เข้าร่วมแสดงในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ตเบียนนาเล่ 2022 อีกด้วย
ในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาอย่าง ALL IS PRETTIER อุดมศักดิ์หยิบเอาแรงบันดาลใจจากถ้อยคำข้างต้นของ แอนดี้ วอร์ฮอล มาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการของเขา
“ชื่อนิทรรศการนี้ได้ไอเดียมาจากเสื้อ All is pretty ของ แอนดี้ วอร์ฮอล โดยเติม “TIER" ขั้นกว่าลงไปตรงท้ายเป็น “ALL IS PRETTIER” ซึ่งจริงๆ ก็คือความหมายเดียวกันนั่นแหละ
งานชุดนี้หลายชิ้น ผมทำในช่วงที่โรคโควิด 19 ระบาด ผมก็ไม่ได้ไปไหน ก็เลยอยู่บ้านทำงานได้เยอะ ซึ่งเป็นงานที่ไม่เคยไปแสดงที่ไหน ก็เลยคิดว่าเหมาะกับนิทรรศการนี้ เพราะมีงานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเข้ากับความหมายของคำว่า All is prettier ดี”
ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ของอุดมศักดิ์ก็ยังเป็นการหยิบเอาส่ิงของที่พบเห็นได้รอบๆ ตัว ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันอย่าง ผ้าตัดชุด, ฝากระโปรงรถ, เสื่อกก, แผ่นไม้กระดานเหลือใช้, แผงไข่กระดาษ, ถ้วยชามพลาสติก หรือแม้แต่หุ่นโชว์เก่าเหลือทิ้ง ฯลฯ มาทำงานศิลปะเช่นเดียวกัน
“Painting หลายชิ้น ผมเอาผ้าฝ้ายหลากสีมาใช้แทนผ้าใบ เพื่อลดกระบวนการทำงาน เพราะผมวาดภาพลงไปบนผ้าสี ให้สีเดิมของผ้าเป็นองค์ประกอบในภาพวาด เหมือนเป็น Found object (ศิลปะจากวัสดุเก็บตก) นั่นแหละ”
ในบางผลงาน อุดมศักดิ์ยังใช้อุปกรณ์ชงชาเขียวของญี่ปุ่นอย่าง “ฉะเซ็น” (Chasen) หรือแปรงชงชาเขียว มาใช้วาดภาพต่างพู่กันอีกด้วย
“Painting ชุดนี้ผมใช้แปรงชงชาเขียวที่ทำจากไม้ไผ่มาวาดภาพแทนพู่กัน เพราะผมเคยเข้าไปร่วมพิธีชงชาญี่ปุ่น เห็นเขาใช้แปรงนี้ เลยคิดว่าน่าจะเอามาใช้วาดภาพได้”
ดังเช่นผลงานของแอนดี้ วอร์ฮอล ที่ลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างศิลปะกับผู้ชม และท้าทายแนวคิดที่ว่า ศิลปะเป็นอะไรที่ควรดูแต่ตาอยู่ห่างๆ และเป็นสิ่งที่ห้ามจับต้องสัมผัส ด้วยการทำให้งานศิลปะของเขาเป็นอะไรที่ “สัมผัส” และ “จับต้อง” ได้จริงๆ เช่นเดียวกับงานของอุดมศักดิ์ที่เปลี่ยนพื้นที่แสดงงานให้เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นสำหรับผู้ชมทุกคน และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้จับต้อง, สัมผัส หรือแม้แต่เล่นสนุกกับผลงานของเขากันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นผลงานศิลปะในรูปของกระดานหมากฮอสและตัวหมากที่ทำจากฝาน้ำอัดลม กับม้านั่งตัวเล็กจิ๋วสีสันสดใส วางเอาไว้ให้ผู้ชมนั่งเล่น หรือผลงานศิลปะจัดวางที่ประกอบด้วยประติมากรรมปูนปลาสเตอร์ที่หล่อขึ้นจากถ้วยปีโป้เหลือทิ้งจำนวนมากวางไว้ตรงมุมห้อง งานชิ้นนี้อุดมศักดิ์ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินชาวอเมริกัน/คิวบา ผู้ทลายเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับศิลปะ/ความเป็นส่วนตัวกับสาธารณะ ผู้ล่วงลับไปแล้วอย่าง เฟลิกซ์ กอนซาเลซ-ตอร์เรส (Félix González-Torres) กับผลงานศิลปะจัดวางของเขาที่วางลูกกวาดจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้ตรงมุมห้องให้ผู้ชมหยิบไปตามใจชอบ

“ผมตั้งใจ Tribute ให้ เฟลิกซ์ กอนซาเลซ-ตอร์เรส เพราะเขาเป็นศิลปินที่ส่งอิทธิพลให้ศิลปินร่วมสมัยรุ่นหลังหลายๆ คน (ซึ่งแน่นอนว่า พอพูดว่าเป็นการ Tribute ให้ เฟลิกซ์ กอนซาเลซ-ตอร์เรส งานชิ้นนี้ย่อมต้องอนุญาตให้ผู้ชมหยิบกลับบ้านได้ตามใจชอบด้วยเช่นกัน)”
ในช่วงระยะเวลาตลอด 6 เดือน ของการจัดแสดงนิทรรศการ พื้นที่ใช้สอยในโรงงานศิลปะของอุดมศักดิ์แห่งนี้จะถูกแปรเปลี่ยนไปในรูปแบบต่างๆ ตลอด 3 ช่วงของการจัดแสดง ไม่ต่างอะไรกับสตูดิโอของศิลปิน ที่นอกจากจะเชิญชวนให้ผู้ชมเข้ามาชมผลงานแล้ว ยังสามารถเข้ามาฟัง อ่าน หรือเล่นสนุกกับสิ่งละอันพันละน้อยที่อุดมศักดิ์ตระเตรียมไว้ให้อย่างเพลิดเพลินอีกด้วย
“ผมไปซื้อลูกกอล์ฟหมดอายุจากสนามไดรฟ์กอล์ฟที่เขาชั่งกิโลขายเอามาให้ผู้ชมและเด็กๆ มาวาดรูปเล่น แล้วผมก็จะเอารางรถแข่งทามิย่ามาตั้งไว้ให้เด็กๆ เล่นกัน ผมยังวางแผนจะจัดการแข่งขันปิงปองทัวร์นาเมนต์ขึ้นที่นี่ด้วย” (ก่อนหน้านี้อุดมศักดิ์เคยจัดกิจกรรมทัวร์นาเม้นต์แข่งตีปิงปองของคนในวงการศิลปะร่วมกับเพื่อนๆ ศิลปินร่วมสมัยอย่าง ปรัชญา พิณทอง และ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ในปี 2017-2019 มาแล้วเหมือนกัน)
ในห้องแสดงงานเล็กทางด้านหน้าหอศิลป์ ยังมีพื้นที่ที่เป็นเหมือนมุมเล็กๆ ส่วนตัวของอุดมศักดิ์ ที่จัดวางเครื่องเล่นแผ่นเสียงขนาดย่อม และเหล่าบรรดาแผ่นเสียงวางเรียงรายบนผนัง ราวกับเป็นงานจิตรกรรม Found object ให้ผู้ชมได้ดูชม หรือแม้แต่จะหยิบฉวยมาเปิดฟังกันได้ตามอัธยาศัยก็ได้
“ผมอยากให้มีเสียงดนตรีอยู่ในนิทรรศการด้วย เพราะสำหรับผม ดนตรีกับ Painting คือสิ่งเดียวกัน เสียงดนตรีนั้นเป็นอะไรที่ทรงพลัง เวลาเราทำงานอยู่ในสตูดิโอก็เหมือนการจำศีลและเดียวดาย ดนตรีก็เป็นเหมือนเพื่อนของเรานั่นเอง”.
ALL IS PRETTIER ศิลปะแห่งการแสวงหาความงามจากสิ่งรอบตัว อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ
/
เตรียมพบกับ Thematic Pavilion ในงานสถาปนิก’69 ที่ Häfele ร่วมกับสถาปนิกแถวหน้าอย่าง เจอร์รี หง และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี จาก Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research สร้างสรรค์พาวิลเลียนที่มากกกว่าการจัดแสดงนวัตกรรม แต่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินชม เรียนรู้ และเป็นส่วนหนึ่งกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นจากแบรนด์ Hafele ภายใต้แนวคิด “𝗙𝘂𝘁𝘂𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗯𝘆 𝗖𝗼𝗻𝗻𝗲𝗰𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗡𝗮𝘁𝘂𝗿𝗲”
/
การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน
/
นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ
/
ในอดีตที่ผ่านมา ในแวดวงศิลปะ(กระแสหลัก)ในบ้านเรา มักมีคํากล่าวว่า ศิลปะไม่ควรข้องแวะกับ การเมือง หากแต่ควรเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม สุนทรียะ และจิตวิญญาณภายในอัน ลึกซึ้งมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ศิลปะไม่เคยแยกขาดออกจาก การเมืองได้เลย ไม่ว่าจะในยุคโบราณ ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือรับใช้ชนชั้นสูงและผู้มีอํานาจ หรือใน ยุคสมัยใหม่ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง หันมามองในบ้าน เราเอง ก็มีศิลปินไทยหลายคนก็ทํางานศิลปะทางการเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสะท้อนและ บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างเข้มข้น จริงจัง
/
เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรารู้ว่า การก๊อปปี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทําให้ เราได้รู้ว่าผลงานต้นฉบับของจริงในช่วงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความดีงามขนาดไหน ไม่ต่างอะไรกับศิลปินร่วมสมัยสัญชาติไทยอย่าง วิชิต นงนวล ที่หลงใหลศรัทธาในผลงานของศิลปิน ระดับปรมาจารย์ในยุคสมัยใหม่ของไทยอย่าง จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ในวัยของนักเรียน นักศึกษา เรื่อยมาจนเติบโตเป็นศิลปินอาชีพ ความหลงใหลศรัทธาที่ว่าก็ยังไม่จางหาย หากแต่เพิ่มพูน ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สุกงอมออกดอกผลเป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการ The Grandmaster : After Tang Chang ที่เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างบทสนทนากับศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้นี้
/
“ยูบาซาโตะ เดินผ่านตามแนวต้นสนขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปก่อสร้างสถูปดิน และมักจะโดน ทีมงานช่างบ่นทุกวันเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่มีเวลาอยู่อย่างจํากัด เขาเพียงได้แต่ตอบไปว่า .. บุญกุศล นําพาและเวลามีเท่านี้ ขอให้ทําสิ่งดีๆ ให้เต็มที่ ต่อสถานที่บนภูเขานี้เถอะ อย่าบ่นไปเลย เราอาจจะ พบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว แต่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี ... ทีมงานทุกคนเพียงส่งรอยยิ้มที่ เหนื่อยล้ากลับมา ก็เพราะต้องทนร้อนทนแดด และเปียกฝนสลับกันไป จากสภาวะโลกเดือด ที่ทุกคน ต่างพูดถึง แต่ก็จะมาจากใคร ก็จากเราเองกันทั้งนั้น ... แม้จะมาทํางานบนภูเขาก็จริง แต่เขาก็ยังคง คิดถึงเหตุการณ์ภัยน้ําท่วมดินโคลนถล่มที่ผ่านมา อีกทั้งความเสียหายต่อข้าวของที่ต้องย้ายออกจาก บ้านเช่าและค่าใช้จ่ายหลังน้ําท่วมที่ค่อนข้างเยอะพอควร และยิ่งในสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจแบบนี้...
We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )

