LOOKING ON EVERYTHING ?
EXPLORE ON EVERYTHING

นิทรรศการสำรวจครึ่งชีวิตการทำงานศิลปะของสุดยอดศิลปิน
ภาพเคลื่อนไหวร่วมสมัยชาวสิงคโปร์
ในโลกของสื่อภาพเคลื่อนไหวอย่าง ภาพยนตร์ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า หนัง นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองฟากฝั่ง ฝั่งแรกคือภาพยนตร์ที่ทำขึ้นเพื่อตอบสนองรสนิยมของคนหมู่มาก และความต้องการทางการตลาด ที่เรียกกันว่า “หนังตลาด” โดยมากมักถูกฉายให้ชมกันในโรงภาพยตร์ หรือในยุคนี้ก็สตรีมมิงกันทางออนไลน์ ในขณะที่อีกฟากที่อยู่ตรงกันข้าม คือภาพยนตร์ที่อยู่ในรูปของงานศิลปะ ที่สื่อสารความคิด ความรู้สึก ตัวตนของคนทำงานศิลปะผ่านสื่อภาพเคลื่อนไหว โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับรสนิยมของคนหมู่มาก หรือความต้องการทางการตลาด ที่เรียกกันว่า “หนังอาร์ต” หรือ “หนังศิลปะ” โดยมากมักถูกฉายให้ชมกันในพื้นที่ทางศิลปะอย่างหอศิลป์ หรือพิพิธภัณฑ์นั่นเอง ในตอนนี้เราขอเล่าถึงหนังแบบหลังที่เรามีโอกาสได้ไปดูชมมาในนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเราขอยกให้เป็นนิทรรศการหนังอาร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เราเคยชมมา นิทรรศการนั้นมีชื่อว่า Ho Tzu Nyen: Time & the Tiger

ภาพจาก https://pdome.org/2014/the-cloud-of- unknowing-installation-by-ho-tzu-nyen/
โดย โฮ ซู เหนียน (Ho Tzu Nyen) ศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์ ผู้ทำงานในสื่อภาพยนตร์, วิดีโอ, ทัศนศิลป์, ศิลปะแสดงสด และศิลปะจัดวางหลากสื่อที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม (Environmental Multimedia Installation) รวมถึงงานค้นคว้าและงานเขียนบทความเกี่ยวกับศิลปะจำนวนมาก เขาจบการศึกษาจาก Victorian College of the Arts ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่จะเข้าเรียนทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่ National University of Singapore เขาเริ่มต้นเส้นทางการทำงานศิลปะในช่วงต้นยุค 2000 ในช่วงเวลาที่ความเป็นโลกาภิวัตน์ทางศิลปะเติบโตอย่างรวดเร็วในสิงคโปร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลงานของโฮ สำรวจพลังอำนาจและโครงสร้างของตำนวน รวมถึงกลไกในการสร้างบันทึกทางประวัติศาสตร์ หัวใจสำคัญในการทำงานของเขาคือการแลกเปลี่ยนบทสนทนาระหว่างภูมิภาคเอเชียและตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขับเน้นสถานะอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวังวนทางสังคมการเมืองของการล้มล้างอำนาจอาณานิคม ที่แพร่หลายไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 20 ผลงานภาพยนตร์ของเขามักใช้ตัวละครผิดแปลกแหวกไปจากขนบทั่วๆ ไป เพื่อสำรวจสภาวะอันซับซ้อนและเปี่ยมชีวิตชีวาของผู้คนเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ขับเน้นความเป็นตัวตนอันเลื่อนไหลไม่หยุดนิ่งที่ประกอบสร้างเป็นจินตภาพของภูมิภาคแห่งนี้
ด้วยการหยิบยืมโครงสร้างของประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นตำนานและมหากาพย์ที่ปลุกความยิ่งใหญ่ของชนชาติของเขาเพื่อเผยให้เห็นว่า ตำนานเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าธรรมดา หากแต่เป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรมระดับชาติ เขาสนใจในกระบวนการจินตนาการถึงความคิดของตัวละครในอดีตและนำมาปรับใช้เพื่อตอบสนองอุดมการณ์ของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างไร
โฮ ซู เหนียน เป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ เขาเป็นตัวแทนของสิงคโปร์ไปแสดงงานในมหกรรมศิลปะเวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 54 ในปี 2011 และเข้าร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะนานาชาติ อย่าง Gwangju Biennale, Sharjah Biennial ภาพยนตร์ของเขาได้รับการคัดเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ผลงานของเขายังได้รับการสะสมและจัดแสดงในสถาบันศิลปะระดับโลกอย่าง พิพิธภัณฑ์ Guggenheim, Tate Modern, Mori Art Museum, MMCA Seoul, Hamburger Bahnhof-Nationalgalerie der Gegenwart, National Gallery Singapore และ Singapore Art Museum (SAM)

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ภาพจาก https://pdome.org/2014/the-cloud-of- unknowing-installation-by-ho-tzu-nyen/
Ho Tzu Nyen: Time & the Tiger เป็นนิทรรศการสำรวจครึ่งชีวิตการทำงานศิลปะของ โฮ ซู เหนียน ที่นำเสนอผลงานทั้งหมดที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2003 - 2023 ผ่านผลงานศิลปะจัดวางจำนวน 6 ชุด จากคอลเล็คชันของ Singapore Art Museum อย่าง Hotel Aporia (2019), The Critical Dictionary of Southeast Asia (2017), F for Fold (2021), The Cloud of Unknowing (2011), The Name & The Nameless (2015), One or Several Tigers (2017) และผลงานที่สร้างขึ้นใหม่สำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะอีก 2 ชุด อย่าง T for Time (2023) และ T for Time: Timepieces (2023) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นจากสื่อทางศิลปะหลากแขนง ทั้งภาพยนตร์, วิดีโอ, แอนิเมชัน, ภาพวาด, ประติมากรรม และศิลปะสื่อผสมอันโดดเด่นล้ำจินตนาการ

ภาพจาก https://pdome.org/2014/the-cloud-of- unknowing-installation-by-ho-tzu-nyen/
อนึ่ง ชื่อของนิทรรศการอย่าง Time & the Tiger นั้นมีที่มาจากความหลงใหลของศิลปินที่มีต่อสัตว์ที่ทรงพลังและสง่างามอย่าง เสือโคร่ง ที่สามารถสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับเวลาได้ ด้วยความที่ในปัจจุบันเสือโคร่งกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ในขณะที่ในยุคดึกดำบรรพ์ พวกมันอาศัยและเดินทางหากินอย่างเสรีไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในปัจจบัน พื้นที่ที่ว่านี้จมหายไปจากความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลที่มีปริมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ส่งผลให้เสือโคร่งเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งๆ ที่มันเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจของญี่ปุ่น ที่รุกรานภูมิภาคต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก และเชื่อมโยงกับตำนาน "เสือสมิง" เสือที่สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ของมลายู ซึ่งเป็นเสมือนสะพานเชื่อมความทรงจำของมนุษย์กับบรรพบุรุษ ด้วยเหตุนี้ ศิลปินจึงมองว่าเวลาไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง หากแต่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดหลากมิติ ที่ถูกหล่อหลอมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยพลังทางวัฒนธรรม, ระบบนิเวศ และประวัติศาสตร์ โดยมีเสือเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของความลื่นไหลและความซับซ้อนของเวลานั่นเอง
ถ้าจะให้เล่าถึงผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการนี้ พื้นที่คงไม่พอ เอาเป็นว่าเราขอเล่าถึงผลงานชิ้นโดดเด่นเป็นไฮไลท์ในนิทรรศการให้อ่านกันพอหอมปากหอมคอก็แล้วกัน (แต่อันที่จริงก็เด่นทุกชิ้นนั่นแหละนะ)

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
เริ่มต้นจากผลงาน Hotel Aporia (2019) ผลงานชิ้นนี้ของเขาเป็นการจินตนาการถึงชาวญี่ปุ่นผู้อาศัยและมีชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มารวมตัวกัน ราวกับว่าผู้ชมได้เดินเข้าไปในห้องแล้วเห็นนักบินฝูงบินคามิกาเซะ กับผู้กำกับภาพยนตร์เลื่องชื่อชาวญี่ปุ่น ยาซูจิโร โอซุ และ นักทำแอนิเมชัน โยโกยามะ เรียวอิชิ และนักปรัชญาจากโรงเรียนเกียวโต กำลังนั่งล้อมวงคุยกันอยู่ โฮตั้งคำถามถึงมุมมองของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อสงครามโลกครั้งที่ 2 (ที่ชาวญี่ปุ่่นเรียกขานว่า สงครามแปซิฟิก หรือ สงครามมหาเอเชียบูรพา)

ภาพจาก https://www.e-flux.com/announcements/571452/ho-tzu- nyentime-the-tiger/
ในส่วนหนึ่งของผลงานชุดนี้ ศิลปินหยิบเอาฉากในภาพยนตร์โด่งดังของโอซุ จากช่วงปี 1940 และ 1950 ร้อยเรียงในผลงานของเขา หากปรับแต่งด้วยการใช้กระบวนการสร้างแอนิเมชันแบบเก่าอย่างเทคนิคโรโตสโคป (Rotoscoping) หรือการวาดแอนิเมชันทับฟุตเทจในหนังทีละเฟรม บนใบหน้าของ ตัวละครให้กลายเป็นความว่างเปล่าไร้ใบหน้า รวมถึงหยิบเอาส่วนหนึ่งในผลงานแอนิเมชันของโยโกยามะมาใช้ด้วย ซึ่งการหยิบฉวยที่ว่านี้มีความเชื่อมโยงที่น่าสนใจก็คือ ในปี 1943 โอซุ ถูกส่งไปยังสิงคโปร์เพื่อสร้างภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อให้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในขณะที่โยโกยามะ นักทำแอนิเมชันถูกส่งไปอินโดนีเซียด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่โอซุไม่เคยสร้างภาพยนตร์ให้เสร็จลุล่วงตามหน้าที่ ในขณะที่โยโกยามะทำหน้าที่ของเขาสำเร็จลุล่วงในที่สุด

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ที่อลังการตระการตาก็คือ ผลงานภาพยนตร์ทดลองชุดนี้ทั้งหมดถูกจัดฉายภายในเรือนไม้สไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่ปูพื้นด้วยเสื่อทาทามิ กับประตูบานเลื่อน คล้ายกับเรียวกังหรือโรงแรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น จำนวนหลายห้อง ที่เรียงรายทอดยาวเหยียดไปบนพื้นที่แสดงงาน ในห้องสุดท้ายมีศิลปะจัดวางในรูปของพัดลมขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายกับใบพัดเครื่องบินของฝูงบินคามิกาเซะก็ไม่ปาน

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ภาพจาก https:// artasiapacific.com/shows/singaporean-artist-ho-tzu-nyen-in-first-midcareer-survey- exhibition-at-sam
ตามมาด้วยผลงาน The Critical Dictionary of Southeast Asia (2017) และ F for Fold (2021) ที่เป็นเหมือนการหยิบเอาอัลกอรึทึมจากอินเตอร์เน็ตที่สะท้อนวิกฤตทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาแสดงผ่านพยัญชนะภาษาอังฤษ A - Z (A = Anarchist, C = Corruption, Coup d’état) จนกลายเป็นผลงานที่เป็นตัวแทนของศิลปะยุคหลังการมาถึงของอินเตอร์เน็ต (Post-Internet art) ได้อย่างชัดเจน อันที่จริงเราเคยชมส่วนหนึ่งของผลงานชุดนี้ของเขาในนิทรรศการ ERRATA: Collecting Entanglements and Embodied Histories ที่จัดขึ้นในปี 2022 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับการจัดแสดงเต็มรูปแบบในพื้นที่และบรรยากาศที่ศิลปินสร้างขึ้นเพื่อนำเสนอผลงานชุดนี้โดยเฉพาะเจาะจง เรียกได้ว่าทรงพลังจนขนลุกขนพองจริงๆ อะไรจริง!

ภาพจาก https://pdome.org/2014/the-cloud-of- unknowing-installation-by-ho-tzu-nyen/
และผลงาน The Cloud of Unknowing (2011) ซึ่งในปี 2011 โฮ ซู เหนียน เคยแสดงผลงานชิ้นนี้ในพาวิลเลียนของสิงคโปร์ในมหกรรมศิลปะเวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 54 ผลงานวิดีโอจัดวางชิ้นนี้สำรวจความเปลี่ยนแปลงอันไม่มีที่สิ้นสุดของปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง “เมฆ” อันคดเคี้ยวเลี้ยวลดในประวัติศาสตร์ศิลปะ คู่เคียงไปกับกลุ่มตัวละครอันหลากหลายผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ทเมนต์ของ Housing & Development Board (HDB) หรือการเคหะแห่งชาติสิงคโปร์

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ตัวละครผู้แสดงออกถึงความแปลกแยก, บกพร่อง, เว้าแหว่ง, ล้นเกิน, เกรี้ยวกราด, น่าขนลุกขนพอง ผู้มีพฤติกรรมหลุดจากขนบธรรมเนียมของสังคม ไปจนถึงพิลึกพิสดารจนน่าพิศวงเหล่านี้ ต่างเป็นตัวแทนของแนวคิดที่ได้แรงบันดาลใจจากบทความวิจัยในปี 1972 ของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ฮูแบร์ ดามิช (Hubert Damisch) อย่าง A Theory of /Cloud/: Toward a History of Painting ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของเมฆในผลงานของศิลปินคนสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก อย่าง คาราวัจโจ (Caravaggio), ฟรันซิสโก เด ซูร์บารัน (Francisco de Zurbarán), อันโตนีโอ ดา กอร์เรจโจ (Antonio da Correggio), จิโอวานนิ โลเรนโซ แบร์นินี (Giovanni Lorenzo Bernini), อันเดรีย มานเทนยา (Andrea Mantegna) และ เรอเน มากริตต์ (René Magritte) เช่นเดียวกับศิลปินตะวันออกอย่าง มี่ ฟู (Mi Fu) และ เหวิน เจิ้งหมิง (Wen Zhengming) ซึ่งถูกแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ผ่านภาพลักษณ์และพฤติการณ์ของตัวละครในผลงานชิ้นนี้ของโฮ ที่เป็นการหลอมรวมวัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ และปรัชญา ของทั้งตะวันออกและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
ในศิลปะเรอเนสซองส์ของอิตาเลียน เมฆมักจะถูกวาดด้วยสีสันลงบนผืนผ้าใบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความศักดิ์สิทธิ์และความปีติยินดี ในทางกลับกัน ภาพวาดจีนแบบประเพณีมักวาดก้อนเมฆด้วยการไม่ลงสี หากแต่ปล่อยพื้นผิวให้ว่างเปล่า ไร้การแตะต้อง เพื่อขับเน้นถึงคุณสมบัติอันจับต้องไม่ได้ของเมฆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากปรัชญาของลัทธิเต๋า ที่เชื่อว่า ความว่างเปล่าที่แท้จริง นั่นไม่ใช่การสูญหาย หากเป็นความสมบูรณ์เติมเต็ม เป็นพื้นที่แห่งชีวิตอันเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับฉากเปิดและฉากจบของวิดีโอจัดวางชิ้นนี้ที่เป็นภาพบนจออันว่างเปล่า แต่ความว่างเปล่านั้นไม่ใช่ความว่างเปล่าเพียงเปล่าๆ ปลี้ๆ หากแต่คือความเป็นไปได้อันไม่รู้จบ ที่กระตุ้นให้เราใช้จินตนาการของเราเติมเต็มความว่างเปล่านั้น เพราะการที่เรามองไม่เห็นบางสิ่ง นั้นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง และถ้าเราใช้เวลาจ้องให้นานพอ เราอาจจะมองเห็นหรือแม้แต่สัมผัสอะไรบางอย่างก็เป็นได้ (เราเตือนคุณแล้วนะ!)
ภาพจาก https://www.e-flux.com/announcements/571452/ho-tzu- nyentime-the-tiger/
หรือผลงาน T for Time (2023) และ T for Time: Timepieces (2023) ที่สนับสนุนการสร้างสรรค์โดย Singapore Art Museum ร่วมกับ Art Sonje Center (ASJC) กับ M+ และ Museum of Contemporary Art Tokyo และ มูลนิธิ Sharjah Art Foundation ในรูปของวิดีโอจัดวางที่นำเสนอประเด็นของเวลา ซึ่งเป็นรากฐานทางความคิดในผลงานศิลปะของโฮมาตลอดสองทศวรรษ ด้วยการสำรวจประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของเวลา และประเพณีการรักษาเวลาทั่วเอเชีย รวมถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ที่เรียกกันว่า Tiger economy หรือ Four Asian Tigers ที่เป็นสัญลักษณ์แทน ฮ่องกง, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และไต้หวัน (ไทยเองก็เคยถูกจับตามองว่าจะเป็นเสือตัวที่ห้า แต่นั่นก็เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ ไปเสียแล้ว) ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดหลักเกีี่ยวกับเสือในชื่อนิทรรศการนี้อีกด้วย

ภาพจาก https://trans-seatriennial.gzarts.edu.cn/info/ 1011/1293.htm
ปิดท้ายด้วยผลงานที่ถือเป็นไฮไลท์ที่สุดในนิทรรศการนี้อย่าง One or Several Tigers (2017) ที่นำเสนอประเด็นเก่ียวกับเสือโคร่งมลายูอันลึกลับและหายาก ที่โฮใช้เวลาศึกษาค้นคว้ามานานปี ผลงานวิดีโอจัดวางสองจอประจันหน้ากัน ฉายภาพยนตร์มิวสิคัลแอนิเมชัน/ไลฟ์แอคชั่น ที่นำเสนอเรื่องเล่าอันลึกลับเหนือจริงของการขับเคี่ยวกับระหว่าง เสือโคร่งมลายู และ จอร์จ ดรัมกูล โคลแมน (George Drumgoole Coleman) สถาปนิกและนักสำรวจถนนชาวดัตช์ ผู้มีส่วนช่วยในการสร้างสิงคโปร์ยุคใหม่ ด้วยการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนเกาะสิงคโปร์ให้กลายเป็นบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) หลังจากการมาถึงของ สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Stamford Bingley Raffles) ผู้บริหารอาณานิคม ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ในปี 1822 โคลแมนนี่แหละที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพิมพ์เขียวผังเมืองฉบับแรกของเกาะสิงคโปร์ และรับผิดชอบในการออกแบบอาคารอันเป็นเอกลักษณ์หลายแห่งในสิงคโปร์ และบ้านพักของแรฟเฟิลส์ ผู้ใฝ่ฝันที่จะเป็นราชาแห่งอังกฤษ ที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมท้องถิ่นโดยตั้งใกล้กับสุสานของกษัตริย์มาเลย์ในสิงคโปร์ อันเป็นความฝันของนักล่าอาณานิคมที่ขัดแย้งอย่างสุดขั้วกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอันยาวนาน

ภาพจาก https://trans-seatriennial.gzarts.edu.cn/info/ 1011/1293.htm

ภาพจาก https://trans-seatriennial.gzarts.edu.cn/info/ 1011/1293.htm
เกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านบทเพลงและภาพเคลื่อนไหวที่เล่าเรื่องราวระหว่างโคลแมนกับเสือโคร่งมลายู ด้วยลีลางดงามตระการตาราวกับเป็นบทกวีมหากาพย์ ที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันลึกล้ำระหว่างมนุษย์และเสือในโลกมลายู ย้อนกลับไปในยุคสมัยอดีตกว่าล้านปี ที่เสือโคร่งย่างเหยียบอย่างอิสระไปทั่วพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือสิงคโปร์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ย้อนกลับไปเมื่อสถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินเดียวกัน ที่รู้จักกันในชื่อ “ซุนดาแลนด์” แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพจาก https://trans-seatriennial.gzarts.edu.cn/info/ 1011/1293.htm

One or Several Tigers (2017) ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในโลกมลายู เสือไม่ได้เป็นเพียงสัตว์นักล่าเท่านั้น หากแต่ยังเป็นญาติกับมนุษย์ มีคำกล่าวโบราณที่ว่า มนุษย์และเสือมีสายเลือดร่วมกัน เสือยังถูกมองว่าเป็นสื่อกลางแห่งดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ทำให้เสือเป็นมากกว่าสัตว์ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของผืนพรมแดนแห่งจิตวิญญาณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานของ โฮ ซู เหนียน ย้ำเตือนเราผ่านบทสนทนาอันฟุ้งฝันระหว่างโคลแมนกับเสือโคร่งมลายูว่ากระแสลมของการล่าอาณานิคมของยุโรปนั้นคุกคามและสั่นคลอนจิตวิญญาณดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณนี้อย่างรุนแรงเช่นไร และเชิญชวนผู้ชมให้ตั้งคำถามว่า คนในยุคร่วมสมัยอย่างเรา จะสามารถผสานประวัติศาสตร์ความทรงจำของลัทธิล่าอาณานิคม, ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ ให้มาบรรจบกันได้อย่างไร
ขอสปอยล์นิดนึงว่า ถ้าคุณมีความอดทนพอที่จะดูผลงานชิ้นนี้(ที่มีเวลาค่อนข้างนาน)จนเกือบจบ คุณจะพบโบนัสที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ในรูปของผลงานจิตรกรรมสื่อผสมที่สร้างสรรค์จากหนังตะลุงของอินโดนีเซีย (Wayang Kulit) ที่เล่าเรื่องราวการขับเคี่ยวระหว่างมนุษย์และเสือโคร่งอันตื่นตา น่าพิศวง และทรงพลังจนทำให้ลมหายใจขาดห้วงเลยทีเดียว

ภาพถ่ายโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
นิทรรศการ Ho Tzu Nyen: Time & the Tiger เป็นเหมือนการนำพาผู้ชมให้ร่วมย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางการทำงานในครึ่งชีวิตการเป็นศิลปินของ โฮ ซู เหนียน ที่อุทิศเวลาและชีวิตจิตใจให้กับการทำงานศิลปะอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของเขา ราวกับยกเอาผลงานในชีวิตการเป็นศิลปินที่ผ่านมาสำแดงให้คนทำงานศิลปะในสื่อภาพเคลื่อนไหวเป็นประจักษ์พยานว่า ตัวจริงเขาทำงานกันแบบนี้นี่แหละ บอกเลยว่า นิทรรศการนี้แม่งโคตรทรงพลัง โคตรลึกซึ้ง โครตละเอียดอ่อน โคตรบ้าคลั่งสุดขั้ว และโคตรยอดเยี่ยม จนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ทั้งหมด
ภาพจาก https://pdome.org/2014/the-cloud-of- unknowing-installation-by-ho-tzu-nyen/
ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ทำให้นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นนิทรรศการที่ยอดเยี่ยมที่สุดและไม่ควรพลาดที่สุดด้วยประการทั้งปวงของปีนี้ (ทั้งๆ ที่ตอนนี้เพิ่งต้นปีก็ตามที) ถ้าใครมีโอกาสมาสิงโปร์ในช่วงเวลานี้ ขอย้ำอีกทีว่าห้ามพลาดจริงๆ อะไรจริง!
สูจิบัตร และ Wall Text นิทรรศการ Ho Tzu Nyen: Time & the Tiger โดย Singapore Art Museum
https://www.singaporeartmuseum.sg/art-events/exhibitions/ho-tzu-nyen-time-and-the-tiger
https://bab18.bkkartbiennale.com/profile/ho-tzu-nyen/
เพจเฟซบุ๊ก Thailand Biennale https://artasiapacific.com/shows/singaporean-artist-ho-tzu-nyen-in-first-midcareer-survey- exhibition-at-sam
https://pdome.org/2014/the-cloud-of-unknowing-installation-by-ho-tzu-nyen/
https://www.trinitysquarevideo.com/programming/ho-tzu-nyen-the-cloud-of-unkowing/
https://www.singaporeartmuseum.sg/Art-Events/Exhibitions/Ho-Tzu-Nyen-Time-and-the- Tiger
Ho Tzu Nyen: Time & the Tiger นิทรรศการสำรวจครึ่งชีวิตการทำงานศิลปะของสุดยอดศิลปินภาพเคลื่อนไหวร่วมสมัยชาวสิงคโปร์
/
การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน
/
นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ
/
ในอดีตที่ผ่านมา ในแวดวงศิลปะ(กระแสหลัก)ในบ้านเรา มักมีคํากล่าวว่า ศิลปะไม่ควรข้องแวะกับ การเมือง หากแต่ควรเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม สุนทรียะ และจิตวิญญาณภายในอัน ลึกซึ้งมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ศิลปะไม่เคยแยกขาดออกจาก การเมืองได้เลย ไม่ว่าจะในยุคโบราณ ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือรับใช้ชนชั้นสูงและผู้มีอํานาจ หรือใน ยุคสมัยใหม่ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง หันมามองในบ้าน เราเอง ก็มีศิลปินไทยหลายคนก็ทํางานศิลปะทางการเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสะท้อนและ บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างเข้มข้น จริงจัง
/
เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรารู้ว่า การก๊อปปี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทําให้ เราได้รู้ว่าผลงานต้นฉบับของจริงในช่วงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความดีงามขนาดไหน ไม่ต่างอะไรกับศิลปินร่วมสมัยสัญชาติไทยอย่าง วิชิต นงนวล ที่หลงใหลศรัทธาในผลงานของศิลปิน ระดับปรมาจารย์ในยุคสมัยใหม่ของไทยอย่าง จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ในวัยของนักเรียน นักศึกษา เรื่อยมาจนเติบโตเป็นศิลปินอาชีพ ความหลงใหลศรัทธาที่ว่าก็ยังไม่จางหาย หากแต่เพิ่มพูน ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สุกงอมออกดอกผลเป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการ The Grandmaster : After Tang Chang ที่เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างบทสนทนากับศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้นี้
/
“ยูบาซาโตะ เดินผ่านตามแนวต้นสนขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปก่อสร้างสถูปดิน และมักจะโดน ทีมงานช่างบ่นทุกวันเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่มีเวลาอยู่อย่างจํากัด เขาเพียงได้แต่ตอบไปว่า .. บุญกุศล นําพาและเวลามีเท่านี้ ขอให้ทําสิ่งดีๆ ให้เต็มที่ ต่อสถานที่บนภูเขานี้เถอะ อย่าบ่นไปเลย เราอาจจะ พบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว แต่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี ... ทีมงานทุกคนเพียงส่งรอยยิ้มที่ เหนื่อยล้ากลับมา ก็เพราะต้องทนร้อนทนแดด และเปียกฝนสลับกันไป จากสภาวะโลกเดือด ที่ทุกคน ต่างพูดถึง แต่ก็จะมาจากใคร ก็จากเราเองกันทั้งนั้น ... แม้จะมาทํางานบนภูเขาก็จริง แต่เขาก็ยังคง คิดถึงเหตุการณ์ภัยน้ําท่วมดินโคลนถล่มที่ผ่านมา อีกทั้งความเสียหายต่อข้าวของที่ต้องย้ายออกจาก บ้านเช่าและค่าใช้จ่ายหลังน้ําท่วมที่ค่อนข้างเยอะพอควร และยิ่งในสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจแบบนี้...
/
หากเราเปรียบสงคราม และอาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษย์ อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การสังหารหมู่ และการล่าอาณานิคม เป็นเหมือนการสร้างบาดแผลและความแตกร้าวต่อมวลมนุษยชาติ ศิลปะก็เป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาซ่อมแซมบาดแผลและความแตกร้าวเหล่านั้น แต่การเยียวยาซ่อมแซมก็ไม่จำเป็นต้องลบเลือนบาดแผลและความแตกร้าวให้สูญหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หากแต่การเหลือร่องรอยแผลเป็นและรอยแตกร้าวที่ถูกประสาน ก็เป็นเสมือนเครื่องรำลึกย้ำเตือนว่า สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอีกซ้ำเป็นครั้งที่สอง เช่นเดียวกับสิ่งที่ปรากฏในนิทรรศการ “Urgency of Existence” นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในเอเชียของ คาแดร์ อัทเทีย (Kader Attia) ศิลปินชาวฝรั่งเศส - แอลจีเรีย ผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เขาเป็นหัวหอกในการทำงานศิลปะผ่านสื่ออันแตกต่างหลากหลาย ที่นำเสนอแนวคิดหลังอาณานิคม และการปลดแอกอาณานิคม จากมุมมองของตัวเขาเอง ที่มีประสบการณ์ทางตรงและทางอ้อมของผู้ที่เคยถูกกดขี่และถูกกระทำจากลัทธิล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ผ่านมา
We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )

