LOOKING ON EVERYTHING ?
EXPLORE ON EVERYTHING

collaboration with Rirkrit Tiravanija , 2011
ในสูจิบัตรรวบรวมผลงานของ Marcel Broodthaers ที่จัดทำโดย Nico Dockx และ Helena Sidiropoulos ในปี 2009 ปรากฎภาพเป็นสีดำเกือบทั้งหมด อันเนื่องมาจากทายาทผู้ถือกรรมสิทธิ์ผลงานของ Broodthaers ไม่ยินยอมให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะนำภาพไปใช้หากไม่มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ Nico Dockx และ Helena Sidiropoulos จึงหาทางออกด้วยการเซนเซอร์ภาพผลงานที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมดให้เป็นสีดำ นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างผลงานศิลปะของ Nico Dockx ที่มักจะปรับตัวไปตามบริบทและเงื่อนไขที่ต้องเผชิญในแต่ละครั้ง โดยส่วนตัว Nico Dockx เป็นศิลปินอีกคนที่ทำงานด้านออกแบบสิ่งพิมพ์และกราฟิกมาอย่างต่อเนื่อง และ Nico เองก็ได้สร้าง Archive ส่วนตัวขึ้นมา ผ่านภาพถ่าย หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร การบันทึกเสียง ที่เขาเก็บสะสมเองมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผลงานศิลปะหลายชิ้นของเขาจึงมักจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบสิ่งพิมพ์และหนังสืออยู่เสมอ อย่างเช่นผลงาน Revolutionary Letters ในปี 2015-2016 ที่ Nico Dockx ได้เชิญชวน เพื่อนศิลปิน สถาปนิก ภัณฑารักษ์ จากหลายประเทศ รวม 78 คน ให้ส่งผลงานศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิวัติ เพื่อตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเบลเยี่ยมทุกวันต่อเนื่องนานร่วมสองเดือน


was made in collaboration with Building Transmissions in 2004 and is still ongoing today
photograph: Nico Dockx

Projet pour un livre. Projet pour un film., Nico Dockx & Helena Sidiropoulos, 2009, installation view, Palais des Beaux-Arts Bruxelles, photograph: Nico Dockx


Projet pour un livre. Projet pour un film., Nico Dockx & Helena Sidiropoulos, 2009, photograph: Nico Dockx
ในอีกด้านผลงานศิลปะของ Nico เองนั้นมักมีกระบวนการทำงานที่ดำเนินไปอย่างเนิบช้า อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่บีบรัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ก่อสร้างโดยอาศัยแรงงานของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งทำให้บ้านของเขาที่ Antwerp ใช้ระยะเวลาก่อสร้างยาวนานร่วม 10 ปี (ระหว่างช่วงปี 2003-2014) แถมเขายังต้องถูกทางหน่วยงานของเทศบาลเข้ามาตรวจสอบดูงานก่อสร้างว่าเป็นไปตามเทศบัญญัติและตรงตามแบบที่ยื่นขออนุญาตหรือไม่และมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่บ้างพอสมควร ซึ่งกระบวนการก่อสร้างบ้านหลังนี้ Nico ได้ทำให้เราเห็นว่ารัฐเข้ามามีบทบาทสอดส่องควบคุมชีวิตประจำวันผ่านปัจจัยพื้นฐานอย่าง การสร้างบ้าน ได้อย่างไรบ้าง ผลงานอีกชิ้นที่ใช้ระยะเวลาดำเนินการยาวนานร่วม 10 ปี ก็คือ การก่อสร้างสะพานคอนกรีตที่มูลนิธิที่นา ตำบลน้ำบ่อหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีความยุ่งยากตั้งแต่ขั้นตอนการระดมทุน ไปจนถึงยื่นแบบก่อสร้างและประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น แต่ในที่สุดสะพานก็ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2017 ซึ่งทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นสามารถใช้สะพานใหม่นี้เป็นทางสัญจรในการข้ามไปมา ระหว่างแปลงนา ซึ่งยังได้กระตุ้นให้ชาวบ้านพัฒนาแปลงนาที่อยู่ใกล้กับตัวสะพานเป็นสวนและบ่อเลี้ยงปลาเพราะมีเส้นทางสัญจรที่สะดวกขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น Nico ยังได้หล่อแผ่นเหล็กวงกลมขึ้นมาเพื่อมอบให้กับผู้บริจาคเงินในโครงการนี้ รวมถึงการนำเอาแผ่นเหล็กบางส่วนไปติดตั้งบนตัวสะพานอีกด้วย โดยภาพนูนต่ำที่ปรากฎบนแผ่นเหล็กก็นำเอามาจากแบบร่างเขียนมือโดยเด็กๆ ในละแวกนั้น



ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา Nico มีโอกาสเดินทางมายังประเทศไทยหลายต่อหลายครั้ง และนั่นทำให้เขามีโอกาสผลิตผลงานศิลปะและทำงานร่วมกับศิลปินไทยหลายต่อหลายคน อย่างเช่นในปี 2011 ที่เขาร่วมแสดงงานกับฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ที่ Gallery VER, กรุงเทพฯ ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า erasing 22’09’’ (Unfinished) ซึ่ง Nico ได้ทำการลบภาพวาดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ที่ส่งมาโดยฤกษ์ฤทธิ์ และบันทึกเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างการลบภาพวาดเอาไว้ หรือจะเป็นโครงการแผ่นเสียง GHOSTTRANMISSIONS pt.2 ที่ Nico ได้ขึ้นไปบันทึกเสียงบนตึกร้างในกรุงเทพฯ ที่ก่อสร้างขึ้นมาในช่วงภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในยุค 90 ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ Building Transmissions ตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งยังทำงานร่วมกันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2014 Nico ยังได้เชิญชวนเพื่อนศิลปินให้ส่งเทปบันทึกเสียง และภาพถ่ายมาร่วมในโครงการนี้อีกด้วย หนึ่งในศิลปินที่เข้าร่วมก็คือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

manhole cover designs: THE FUTURE WILL BE CURIOUS is mine, THE WIDEST PART OF THE BODY IS THE MIND is by Hans Ulrich Obrist, 2016-2018

ในขณะที่งานศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน รวมไปถึงตัวศิลปินที่กำลังมุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการพัฒนาของเทคโนโลยี รวมไปถึงสื่อดิจิตอลจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งเข้าไปในระบบอินเทอร์เน็ตที่นับวันจะมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ทั้งในฐานะผู้เสพและผู้ผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ ผลงาน และวิถีชีวิตของ Nico Dockx ที่คงระดับความเร็วในการทำงานของตัวเองไว้ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีในแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องฟิลม์ หรือการทำมือ ซึ่งในบางครั้งอาจดูอืดอาดและเชื่องช้าในสายตาคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย แต่ในอีกด้านผลงานศิลปะของ Nico ก็เปิดมุมมองรวมไปถึงตั้งคำถามกับ Speed และ Visual Culture ในยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ว่าเราติดกับ และจมอยู่กับโลกเสมือนของภาพ และเสียงมากกว่าประสบการณ์จริงหรือเปล่า
TAG
NICO DOCKX
/
CONTRIBUTORS
RECOMMEND
/
Come, we will bomb your eyes! คำเชื้อเชิญจาก Arctribe แมกกาซีนออนไลน์หัวใหม่ที่จะพาเราอ่าน(ภาพ)แมกกาซีนให้ตาแตกไปกับงานโฟโต้มุมมองแปลกใหม่จากหลากศิลปินทั้งในและต่างประเทศ ความน่าสนใจคือ ความน่าทึ่ง ความแปลกประหลาด ความเซอร์เรียล ความเซอร์ไพรส์ และอีกมากมายของซีนอารมณ์อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในหนึ่งช่วงนาทีที่ีเข้ามายังหน้าเพจของ “Arctribe” และโดยไม่รู้ตัวเราอาจกำลังดำดิ่งลึกกับอะไรบางอย่างในภาพเหล่านั้น
/
“Photography Exhibition by Nopadon Kaosam-ang” นิทรรศการภาพถ่ายขาวดำในความทรงจำ 20 ปีก่อน โดยช่างภาพชื่อดังแห่งยุคกล้องฟิล์ม นพดล ขาวสำอางค์ ที่ทำให้ประตูของ About Photography เปิดขึ้นอีกครั้งสำหรับนิทรรศการนี้ที่มีแค่วันเดียว!!!
/
“จากแนวคิดของ ‘สติมา ปัญญา พร้อม(ท์) – SATI : WISDOM : PROMPT’ ทำให้เรานึกถึงธรรมะในแง่การมีสติและปัญญาที่จะทำให้เราพร้อมดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพต่อไปได้ ในขณะที่คำว่า ‘พร้อม’ พ้องเสียงกับคำ ‘Prompt’ ซึ่งคือคำสั่งที่ใช้ผ่านเทคโนโลยี AI ดังนั้น ‘สติมา ปัญญา พร้อม(ท์)’ จึงมีความหมายในเชิง Conceptual ด้วย ซึ่งประกอบด้วย 2 ระบบความคิด 2 คือ เชิง Spiritual (จิตวิญญาณ) และ เชิงเทคโนโลยี ที่ผสมผสานในการใช้ชีวิตปัจจุบัน”
/
สำหรับครอบครัว “ศรีทองดี” ศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่ปลายพู่กันจรดลงผืนผ้าใบ เพราะกระบวนการทางศิลปะได้เริ่มต้นตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านกิจวัตร กิจกรรมที่ทำร่วมกัน บทสนทนา การเล่น การเดินทาง จนถึงการลงมือสร้างสรรค์งานศิลปะในแบบของตัวเองร่วมกัน
/
การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน
/
นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ
SIGN UP TO OUR NEWSLETTER
A Monthly update of the new issue from us
THANK YOU FOR YOUR SUBSCRIPTION
We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )



