LOOKING ON EVERYTHING ?
EXPLORE ON EVERYTHING

Obsess : หลง
นิทรรศการที่สะท้อนความหลงใหลสุดขั้วในแฟชั่นผ่านศิลปะเซรามิค ของ วิชิต นงนวล
นับแต่อดีตกาลนานมา “เสื้อผ้า” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ ที่มนุษย์ต้องการในการดํารงชีวิต เพื่อสวมใส่ ปกป้องร่างกายจากสภาพแวดล้อมและสภาวะอากาศ หรือปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าจากสายตาของคนรอบข้าง แต่เมื่อเกิดพัฒนาการทางอารยธรรม สังคม และค่านิยมของมนุษย์ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนความหมายจากการเป็นแค่หนึ่งในปัจจัยสี่ กลายเป็นเครื่องบ่งบอกเชื้อชาติ ฐานะ ชนชั้น และสถานภาพทางสังคม และเมื่อเสื้อผ้าผนวกรวมเข้ากับกระแสเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม สุนทรียะ และค่านิยมทางสังคม เมื่อนั้น “แฟชั่น” ก็ถือกําเนิดขึ้นมา
คําว่า แฟชั่น (Fashion) นั้นมีรากศัพท์มาจากคําภาษาละตินว่า “Facere” ที่แปลว่า “สร้าง” หรือ “ทําให้เกิดขึ้น” ซึ่งสะท้อนถึงกระบวนการผลิต การตัดเย็บ การผสมผสานวัตถุดิบ หรือแม้แต่การสวมใส่เสื้อผ้า ที่ไม่อาจแยกขาดจากศิลปะ สุนทรียะทางวัฒนธรรม ค่านิยม ศรัทธา ความเชื่อ วิถีชีวิต หรือ แม้แต่เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

เสื้อผ้าและแฟชั่นกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคน สังคม เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความรู้สึกนึกคิดของผู้คนผ่านงานศิลปะที่สวมใส่ได้ หรือแม้แต่เป็นสิ่งกระตุ้นเร้าทางเคมีอันเปรียบเสมือนมอร์ฟีนธรรมชาติในสมอง ส่งผลให้เกิดความหลงใหลอย่างไม่อาจต้านทาน
ความหลงใหลที่ว่านี้เองที่เป็นแรงขับในชีวิตของ วิชิต นงนวล ศิลปินร่วมสมัยผู้หลงใหลในแฟชั่นตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย สำหรับเขา แฟชั่นวัตถุอย่าง เสื้อผ้า รองเท้า ของเหล่าบรรดาแบรนด์ชั้นนำ นั้นเป็นเสมือนหนึ่งเชื้อไฟ แรงบันดาลใจ และแรงขับเคลื่อนในการใช้ชีวิตและการทำงานศิลปะ แต่ถึงแม้จะหลงใหลในแฟชั่นอย่างสุดหัวจิตหัวใจแค่ไหน แต่วิชิตก็ไม่เคยสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับแฟชั่นผ่านผลงานศิลปะของเขาออกแสดงสู่สายตาของสาธารณชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้แต่เก็บความหลงใหลนี้ไว้กับตัวเอง และระบายลงสู่ผลงานศิลปะที่มีเพียงตัวเขาเองเป็นผู้ชมเท่านั้น แต่เมื่อความหลงใหลนั้นอัดอั้นควบแน่นจนถึงขีดสุด เขาจึงตัดสินใจถ่ายเทแบ่งปันความหลงใหลที่ว่านี้ให้ผู้คนได้สัมผัสรับชมกันผ่านผลงานศิลปะในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาที่มีชื่อว่า “Obsess : หลง” นั่นเอง
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา งานศิลปะเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจให้แก่แฟชั่น ศิลปินชั้นนำมากหน้าหลายตา ต่างก็เข้ามาร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชันแฟชั่นให้แบรนด์ระดับตำนานอยู่เสมอมา ไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้าแห่งโลกแฟชั่น อีฟว์ แซ็งโลร็อง (Yves Saint Laurent) ที่หยิบเอาภาพวาดชุดองค์ประกอบเส้นสีของ พีท มอนเดรียนน์ (Piet Mondrian) มาเป็นแรงบันดาลใจให้เสื้อผ้าในคอลเลกชัน Mondrian Dresses อันลือลั่นของเขา, หรือแบรนด์แฟชั่นสตรีทชื่อดังอย่าง Supreme ที่หยิบเอารูปแบบงานศิลปะตัวหนังสือจากสื่อสิ่งพิมพ์และป้ายโฆษณาของ บาร์บารา ครูเกอร์ (Barbara Kruger) มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโลโก้ Supreme, หรือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ชาวสเปนอย่าง ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) ก็เคยร่วมงานกับนักออกแบบแฟชั่นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 อย่าง โกโก ชาเนล (Gabrielle ‘Coco’ Chanel), ส่วนในฟากฝั่งของศิลปะร่วมสมัย เจ้าพ่อป๊อปอาร์ตยุคใหม่ อย่าง เจฟฟ์ คูนส์ (Jeff Koons), ราชินีลายจุด อย่าง ยาโยย คูซามะ (Yayoi Kusama) และราชาโอตาคุ อย่าง ทาคาชิ มูราคามิ (Takashi Murakami) ก็เคยร่วมสร้างคอลเลคชันให้แบรนด์สุดหรูอย่าง Louis Vuitton หรือแม้แต่ศิลปินร่วมสมัยสุดล้ำอย่าง แดเนียล อาร์ชัม (Daniel Arsham) ก็เคยร่วมมือกับ คิม โจนส์ (Kim Jones) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของดิออร์ (Dior) สร้างคอลเลคชันที่สำรวจพรมแดนระหว่างแฟชั่นและศิลปะได้อย่างเปี่ยมจินตนาการล้ำลึกมาแล้ว

เช่นเดียวกับนิทรรศการแสดงเดี่ยวของวิชิต ที่ถ่ายทอดความลุ่มหลงในแฟชั่นอย่างสุดขั้วของเขา ผ่านผลงานศิลปะเซรามิค อันเป็นวิถีทางศิลปะแต่ดั้งแต่เดิมของศิลปินผู้นี้ ด้วยการใช้ ดิน วัสดุธรรมดาสามัญที่สุดเท่าที่มนุษย์หยิบฉวยมาทำงานศิลปะได้ ผ่านกระบวนการทำงานด้วยมือ อย่างการปั้น ขึ้นรูป หล่อ เผา เคลือบ ที่ถึงแม้จะดูเรียบง่ายสามัญ แต่กระบวนการทำงานเซรามิคก็ถือเป็นเทคนิคทางศิลปะที่ควบคุมให้ได้ดังใจปรารถนาได้ยากเข็ญที่สุดชนิดหนึ่ง ความยากนี้เองที่ท้าทายให้เขามุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่ถ่ายทอดความลุ่มหลงของตัวเองออกมาจากประสบการณ์การทำงานเซรามิคตลอด 25 ปีที่ผ่านมาให้อยู่มือ
วิชิตมองว่าคุณสมบัติของเซรามิคนั้นไม่ต่างอะไรกับแฟชั่น ที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถใช้วัตถุดิบเสกสรรค์ปั้นแต่งผลงานอันเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาได้ เช่นเดียวกับคัทติ้งของการตัดเย็บเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในงานแฟชั่นนั่นเอง


ถึงแม้เขาจะสนใจใหลหลงงานแฟชั่นชั้นนำของโลก แต่แบรนด์ที่วิชิตหลงใหลและซื้อหามาสวมใส่ สะสม หาใช่แบรนด์หรูเลิศคางเชิดสูงแบบ โอกูตูร์ (Haute couture) หากแต่เป็นแบรนด์แฟชั่นสายสตรีท (Streetwear) แบบ Ready-to-wear (เสื้อผ้าสำเร็จรูป) อย่าง Comme des Garçons, Maison Margiela, Vetements, Balenciaga และ Rick Owens เสียมากกว่า ด้วยเหตุที่แบรนด์สตรีทเหล่านี้มีความติดดิน จริงใจ และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของปุถุชนคนทั่วไป (ที่มีสตางค์พอจับจ่าย) มากกว่าแฟชั่นชั้นสูง

และถ้าหากแบรนด์แฟชั่นเปรียบเสมือนศาสนา ดีไซเนอร์ประจำแบรนด์ก็ไม่ต่างอะไรกับศาสดาผู้เผยแผ่ศาสนาแฟชั่นให้เหล่าบรรดาสาวกผู้ศรัทธาเสาะแสวงหามาครอบครองบูชา ไม่ว่าจะเป็นศาสดาอย่าง วิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood), เรย์ คาวาคูโบะ (Rei Kawakubo) แห่ง Comme des Garçons หรือศาสดาองค์ล่าสุดที่วิชิตหลงใหลศรัทธาอย่าง ดีมนา กวาซาเลีย (Demna Gvasalia) แห่ง Balenciaga ผู้เผยแผ่ปรัชญาอันไร้ขอบเขตแห่งแฟชั่น อันไม่มีถูก ไม่มีผิด ที่เปิดเส้นทางแห่งความเป็นไปได้ไม่รู้จบให้แก่วงการ นิทรรศการครั้งนี้ของวิชิตจึงเป็นเสมือนหนึ่งการบูชาศาสดาเหล่านี้สื่อผ่านสื่อศิลปะอย่างเซรามิค หรือแม้แต่สื่อทางศิลปะอันหลากหลาย
โดยปกติ เมื่อนึกถึงเซรามิค ผู้คน(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย)มักจะนึกถึงภาชนะเครื่องใช้อย่าง ถ้วย จาน ชาม กาน้ำ โถ ไห แจกัน หรืออย่างมากก็เป็นแค่วัตถุประดับตกแต่ง แต่ในโลกของศิลปะร่วมสมัย เซรามิค เป็นวัสดุที่ศิลปินต่างๆ ใช้สร้างสรรค์ทางความคิดและความเป็นไปได้อย่างไม่รู้จบมาเนิ่นนานแล้ว


เช่นเดียวกับการทำงานของวิชิต ที่ผลักขอบเขตเพดานแห่งมายาคติของวงการเซรามิคในประเทศไทย ด้วยการหยิบเอาเทคนิคเซรามิคมาใช้สร้างแฟชั่นวัตถุที่เขาหลงใหลอย่าง รองเท้า กระเป๋า ถุงชอปปิ้ง ขวดน้ำหอม ไปจนถึงฉากแท่นบูชาและรูปเคารพของเหล่าบรรดาศาสดาแห่งแฟชั่นทั้งหลายออกมาได้อย่างสนุกมือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานในชุด Fashion icon ที่วิชิตหยิบเอาแรงบันดาลใจจากหุ่นปูนปั้นศีรษะประติมากรรมกรีกโรมันโบราณอย่าง วีนัส, เดวิด ฯลฯ ที่นักเรียนศิลปะทั่วไปใช้เป็นหุ่นนิ่งวาดภาพในชั้นเรียน หากวิชิตนำมาตีความใหม่เป็นประติมากรรมศีรษะวีรบุรุษและเทพีกรีกโรมันโบราณออกมาเป็นงานเซรามิคอันบุบเบี้ยวไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ และประทับด้วยลวดลายใบหน้าของศิลปินและนักออกแบบผู้เป็นไอคอนแห่งโลกแฟชั่นลงไปทับใบหน้าเดิมอย่างขัดแย้งแต่ลงตัวอย่างน่าประหลาด


วิชิตยังเผื่อแผ่ความลุ่มหลงสุดขั้วของเขาไปยังเทคนิคทางศิลปะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการวาดภาพสีน้ำมัน ในผลงาน DEMNA ที่หยิบเอาถุงช้อปปิ้งของ Balenciaga มาใช้ต่างผืนผ้าใบวาดภาพของ ดีมนา กวาซาเลีย ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ราวกับเป็นรูปเคารพของศาสดาแห่งแฟชั่น
หรือผลงาน Amulet ที่เปรียบเปรยคอลเลคชั่น Balenciaga x adidas ว่าล้ำค่าหายากราวกับเป็นวัตถุบูชาสุดขลังของเกจิอาจารย์ เขาจึงเอาโลโก้ของแบรนด์นี้มาเลี่ยมทองคำและห้อยบนสร้อยคอทองคำ(จริง)มันเสียเลย


หรือผลงาน VIVIENNE WESTWOOD ที่ใช้ไหมพรมขนสัตว์ถักทอเป็นภาพพอร์ตเทรตเจ้าแม่แห่งแฟชั่นพังค์ออกมาได้อย่างอลังการตระการตา แต่ก็ยังเปี่ยมอารมณ์ดิบดาร์คอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธออยู่

ความบ้า(แฟชั่น)อย่างสุดขั้วของวิชิตยังแสดงให้เห็นผ่านเทปกาวกั้นเขตกันผู้ชมไม่ให้เข้าไปสัมผัสผลงานศิลปะแบบเดียวกับที่ใช้ในหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ ที่ปกติจะใช้เทปกาวสีขาวหรือสีดำธรรมดา หากแต่วิชิตใช้เทปกาวพะโลโก้แบรนด์ Supreme (ของแท้) มาติดแทนเสียอย่างงั้น!
เมื่อเปรียบเทียบกับเหล่าบรรดาศิลปินชั้นนำในประวัติศาสตร์ศิลปะที่หยิบเอาแรงบันดาลใจทางศิลปะมาสร้างสรรค์คอลเลกชันให้แบรนด์แฟชั่นต่างๆ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการใช้ศิลปะรับใช้งานออกแบบแฟชั่นและการค้าขาย ในทางกลับกัน สิ่งที่วิชิตทำในนิทรรศการนี้กลับเป็นการสวนทางย้อนกลับ ด้วยการหยิบเอาแรงบันดาลใจจากงานแฟชั่นและวัตถุทางการค้าเหล่านี้กลับมารับใช้ศิลปะอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นอะไรที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในวงการศิลปะ
ถ้าจะมีอะไรให้เสียดายเกี่ยวกับนิทรรศการนี้ คงจะเป็นการที่เรามองว่า ในฐานะผู้เสพและศึกษางานแฟชั่นอย่างลุ่มหลงเข้าเส้น วิชิตน่าจะมีศักยภาพในการวิพากษ์วิจารณ์และตีแผ่แง่มุมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ของแฟชั่นได้อย่างจะแจ้งได้มากกว่าการแสดงออกถึงความคลั่งไคล้ใหลหลงเท่านั้น อีกอย่าง น่าจะเป็นด้วยข้อจำกัดของเวลาและสถานที่แสดงงาน จึงทำให้ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ไปไม่สุดทางอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าเป็นไปได้ เราอยากเห็นวิชิตสร้างสรรค์ศิลปวัตถุทางแฟชั่นเหล่านี้ (ทั้งที่ทำจากเซรามิคหรือวัสดุอื่นๆ) ให้สวมใส่ได้จริงๆ และเดินแบบแฟชั่นกันในพื้นที่แสดงงานศิลปะกันเลยด้วยซ้ำไป

แต่ถึงอย่างนั้น ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ก็ทำให้เราตื่นตะลึงถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ และพลิกมุมมองเกี่ยวกับงานแฟชั่นและงานเซรามิคของเราไปอย่างสิ้นเชิงอยู่ดี และที่สำคัญ ผลงานศิลปะในนิทรรศการครั้งนี้ของวิชิต ก็เปรียบเสมือนอีกหนึ่งแรงย้ำเตือนให้เราหวนระลึกได้ว่า แฟชั่นกับศิลปะนั้นเป็นสิ่งเดียวกันตลอดมา (และตลอดไป) แถมยังแสดงให้เราเห็นว่า การ “หลง” นั้นไม่ได้นำพาเราไปผิดทางเสมอไป หากแต่สามารถนำพาเราไปสู่เส้นทางใหม่ๆ แห่งการสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน.
จัดแสดงที่ Mana Art Gallery ถนนข้าวหลาม ใกล้ MRT หัวลำโพง ตั้งแต่วันที่ 13 - 30 มิถุนายนนี้
เปิดทำการวันอังคาร - อาทิตย์ ปิดทำการวันจันทร์ สอบถามข้อมูลได้ที่เพจ facebook Mana Art Gallery
หรือเบอร์โทรศัพท์ 095 529 1789 และอีเมล [email protected]
Obsess : หลง นิทรรศการที่สะท้อนความหลงใหลสุดขั้วในแฟชั่นผ่านศิลปะเซรามิค ของ วิชิต นงนวล
/
การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน
/
นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ
/
ในอดีตที่ผ่านมา ในแวดวงศิลปะ(กระแสหลัก)ในบ้านเรา มักมีคํากล่าวว่า ศิลปะไม่ควรข้องแวะกับ การเมือง หากแต่ควรเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม สุนทรียะ และจิตวิญญาณภายในอัน ลึกซึ้งมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ศิลปะไม่เคยแยกขาดออกจาก การเมืองได้เลย ไม่ว่าจะในยุคโบราณ ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือรับใช้ชนชั้นสูงและผู้มีอํานาจ หรือใน ยุคสมัยใหม่ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง หันมามองในบ้าน เราเอง ก็มีศิลปินไทยหลายคนก็ทํางานศิลปะทางการเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสะท้อนและ บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างเข้มข้น จริงจัง
/
เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรารู้ว่า การก๊อปปี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทําให้ เราได้รู้ว่าผลงานต้นฉบับของจริงในช่วงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความดีงามขนาดไหน ไม่ต่างอะไรกับศิลปินร่วมสมัยสัญชาติไทยอย่าง วิชิต นงนวล ที่หลงใหลศรัทธาในผลงานของศิลปิน ระดับปรมาจารย์ในยุคสมัยใหม่ของไทยอย่าง จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ในวัยของนักเรียน นักศึกษา เรื่อยมาจนเติบโตเป็นศิลปินอาชีพ ความหลงใหลศรัทธาที่ว่าก็ยังไม่จางหาย หากแต่เพิ่มพูน ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สุกงอมออกดอกผลเป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการ The Grandmaster : After Tang Chang ที่เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างบทสนทนากับศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้นี้
/
“ยูบาซาโตะ เดินผ่านตามแนวต้นสนขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปก่อสร้างสถูปดิน และมักจะโดน ทีมงานช่างบ่นทุกวันเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่มีเวลาอยู่อย่างจํากัด เขาเพียงได้แต่ตอบไปว่า .. บุญกุศล นําพาและเวลามีเท่านี้ ขอให้ทําสิ่งดีๆ ให้เต็มที่ ต่อสถานที่บนภูเขานี้เถอะ อย่าบ่นไปเลย เราอาจจะ พบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว แต่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี ... ทีมงานทุกคนเพียงส่งรอยยิ้มที่ เหนื่อยล้ากลับมา ก็เพราะต้องทนร้อนทนแดด และเปียกฝนสลับกันไป จากสภาวะโลกเดือด ที่ทุกคน ต่างพูดถึง แต่ก็จะมาจากใคร ก็จากเราเองกันทั้งนั้น ... แม้จะมาทํางานบนภูเขาก็จริง แต่เขาก็ยังคง คิดถึงเหตุการณ์ภัยน้ําท่วมดินโคลนถล่มที่ผ่านมา อีกทั้งความเสียหายต่อข้าวของที่ต้องย้ายออกจาก บ้านเช่าและค่าใช้จ่ายหลังน้ําท่วมที่ค่อนข้างเยอะพอควร และยิ่งในสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจแบบนี้...
/
หากเราเปรียบสงคราม และอาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษย์ อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การสังหารหมู่ และการล่าอาณานิคม เป็นเหมือนการสร้างบาดแผลและความแตกร้าวต่อมวลมนุษยชาติ ศิลปะก็เป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาซ่อมแซมบาดแผลและความแตกร้าวเหล่านั้น แต่การเยียวยาซ่อมแซมก็ไม่จำเป็นต้องลบเลือนบาดแผลและความแตกร้าวให้สูญหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หากแต่การเหลือร่องรอยแผลเป็นและรอยแตกร้าวที่ถูกประสาน ก็เป็นเสมือนเครื่องรำลึกย้ำเตือนว่า สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอีกซ้ำเป็นครั้งที่สอง เช่นเดียวกับสิ่งที่ปรากฏในนิทรรศการ “Urgency of Existence” นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในเอเชียของ คาแดร์ อัทเทีย (Kader Attia) ศิลปินชาวฝรั่งเศส - แอลจีเรีย ผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เขาเป็นหัวหอกในการทำงานศิลปะผ่านสื่ออันแตกต่างหลากหลาย ที่นำเสนอแนวคิดหลังอาณานิคม และการปลดแอกอาณานิคม จากมุมมองของตัวเขาเอง ที่มีประสบการณ์ทางตรงและทางอ้อมของผู้ที่เคยถูกกดขี่และถูกกระทำจากลัทธิล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ผ่านมา
We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )

