บ้านฤดูฝน บ้านที่แฝงตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพื่อสัมผัสสุนทรียแห่งฝน โดย NTHAA | IAMEVERYTHING.CO

LOOKING ON EVERYTHING ?

EXPLORE ON EVERYTHING

บ้านฤดูฝน บ้านที่แฝงตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
เพื่อสัมผัสสุนทรียแห่งฝน โดย NTHAA
Writer: Panu Boonpipattanapong

  ในตอนนี้เราขอนำเสนอผลงานออกแบบบ้านอันโดดเด่นอีกครั้ง ของสถาปนิกสัญชาติไทยอย่าง NTHAA กับผลงานออกแบบบ้านที่แฝงตัวแนบเนียนกับธรรมชาติอย่าง “บ้านฤดูฝน” วิลล่าพักตากอากาศ ในพื้นที่เขตบ้านยางปู่โต๊ะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในขนาดพื้นที่ใช้สอย 142 ตารางเมตร ที่ออกแบบสำหรับการเข้าพักทุกช่วงฤดู เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้สัมผัสกับประสบการณ์ของ “ฤดูแห่งการฟื้นฟูทางธรรมชาติและสุนทรียแห่งฝน” โดย เบล ณัฐพัชร์ ธนปุณยนันท์ หนึ่งในสถาปนิกผู้ออกแบบบ้านจากสตูดิโอสถาปัตยกรรม NTHAA กล่าวถึงความเป็นมาของบ้านหลังนี้ว่า

  “ชื่อ “บ้านฤดูฝน” นั้นมาจากเหตุผลที่ ก่อนที่จะทำการออกแบบบ้าน ทางเราและทีมงานมาสำรวจพื้นที่เชียงดาว พบว่าเชียงดาวเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิดกับป่าและเมฆมากๆ กลางคืนค่อนข้างมืดแล้วก็เห็นดาวเยอะ อีกทั้งภูมิประเทศบริเวณของพื้นที่บริเวณนี้มีความเปียกชื้นแทบจะตลอดทั้งปี จากการที่ฝนตกมาก เรารู้สึกว่าที่นี่สวยมากเวลาที่ฝนตก ทำให้เวลาออกแบบ เราต้องการให้ตัวบ้านสะท้อนวิธีคิดในการให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสประสบการณ์ของความชื้น สายฝน ที่ทำให้เกิดความเงียบสงบ และได้เห็นการเติบโตของธรรมชาติ เราคิดว่านี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่จุดประกายให้ทางเจ้าของบ้านชอบคำนี้ และนำไปตั้งชื่อว่า บ้านฤดูฝน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับฤดูฝนในที่แห่งนี้”

  “ด้วยความที่ที่ดินปลูกบ้านเป็นพื้นที่ที่อยู่บนเชิงเขา ทางที่จะเข้าไปตรงนั้นเป็นทางที่ต้องผ่านป่าตั้งแต่ช่วงต้นทางเข้า เป็นทางธรรมชาติที่ต้องลุยดินโคลนเข้าไปเหมือนเป็นสถานที่ลับ พอเข้าไปถึง ที่ดินจะเป็นพื้นที่ของสวนลำไยทั้งหมด พื้นที่ของบ้านจะมีจุดเด่นอยู่ที่ลำธารและบ่อน้ำร้อนตามธรรมชาติที่ไหลลงมาจากยอดเขาดอยหลวง ทำให้ที่ดินตรงนั้นทำการเพาะปลูกได้ดีมาก ด้วยความที่ที่ดินตรงนั้นยังค่อนข้างมีความลาดชันเป็นส่วนใหญ่ และหันหน้าไปทางดอยหลวงเชียงดาวตรงๆ ทางเจ้าของบ้านจึงมีโจทย์ที่ต้องการให้ผู้พักอาศัยเห็นทิวทัศน์ของดอยหลวงเชียงดาวและเห็นดาวตอนกลางคืนอย่างชัดเจน และอยากให้บ้านมีความเงียบสงบ เป็นบ้านวิลล่าลับที่เปิดให้คนเข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด”

  บ้านฤดูฝน วางตัวอย่างแนบเนียนกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง ทั้งงานออกแบบบ้าน รูปแบบของการสร้าง วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง และสีสันของตัวบ้านที่มีความกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างมาก จนทำให้เราสงสัยว่าสิ่งนี้เป็นแนวคิดในการออกแบบบ้านหลังนี้หรือไม่ ซึ่งทางสถาปนิกเผยกับเราว่า

  “นี่เป็นความตั้งใจในแนวคิดการออกแบบ เพราะพอเราไปเห็นที่ดินในการสร้างบ้าน เราก็รู้สึกว่าเหมือนเรากำลังจะไปสร้างสิ่งใหม่ในพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ชุมชน หรือสวนเกษตร เราเลยคุยกับทางเจ้าของว่าอยากออกแบบให้บ้านหลังนี้มีลักษณะเหมือนซ่อนตัวอยู่ในป่า ในพื้นที่ไร่สวนแห่งนั้น ไม่อยากให้ตัวบ้านโดดเด้งออกมาเป็นบ้านมินิมอลลิสม์สีขาว ที่โผล่ออกมาอยู่ใจกลางป่าสีเขียวเข้ม หรือผืนดินสีน้ำตาลเข้ม เราเลยตั้งใจออกแบบบ้านให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของป่า โดยใช้ไม้ไทยเนื้อแข็งอย่าง ไม้ประดู่ ที่มีกลิ่นหอมอโรม่า โดยเฉพาะตอนเปียกชื้น ที่กลืนไปกับป่าสีเขียว และค่อยๆ เปลี่ยนสีสันเข้มขึ้นเรื่อยๆ ตามฤดูกาล หรือการปูหลังคาด้วยหญ้าคา ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายมากๆ ในพื้นที่แถบนั้น แต่ด้วยความที่บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อให้คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาพักอาศัย และสามารถมีวันที่ออกไปพักอยู่ในป่าได้โดยไม่รู้สึกลำบากจนเกินไป ภายใต้หญ้าคาที่มุงหลังคาก็จะมีกระเบื้องลอนรองรับอยู่อีกทีเพื่อกันน้ำและสัตว์หรือแมลงรบกวน และเพื่อให้ช่างท้องถิ่นซ่อมแซมได้อย่างไม่ลำบากนัก”

  เบล สถาปนิกผู้ออกแบบ ยังเผยถึงแนวทางเบื้องหลังการออกแบบบ้านหลังนี้ว่า

  “เราเริ่มต้นการออกแบบตัวบ้าน จากสถานที่ตั้ง โดยมุ่งเน้นให้ตัวบ้านตั้งอยู่ในจุดที่มองเห็นทิวทัศน์ได้ชัดเจน แต่ไม่ขัดขวางทางน้ำ ทางลม เราจึงออกแบบให้ตัวบ้านขยับลงไปอยู่ด้านหน้าของเนินสักหน่อย เพื่อให้มีพื้นที่ให้ต้นลำไย หรือต้นไม้อื่นวางตัวปกคลุมหน้าบ้านได้ในระดับหนึ่ง และด้วยความที่บ้านตั้งอยู่บนทางเนิน เราจึงยกตัวบ้านขึ้นมาพอสมควร ในระดับที่น้ำป่าไหลพ้นบ้านผ่านเนินลงไปได้ แต่ก็ไม่ได้ยกสูงจนเกินไป ยังอยู่ในระดับที่เรายังรู้สึกว่าบ้านอยู่ในระดับพื้นดินเวลาเดินผ่าน รอบๆ บ้านจะมีรางน้ำปูนที่ระบายน้ำรอบๆ โครงสร้างฐานบ้าน กระจายออกไปทางด้านหน้าที่เป็นสวนลำไย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในฤดูไหน น้ำก็จะไหลผ่านตัวบ้านออกไปหมด”

   ความน่าสนใจเบื้องหลังการสร้างสรรค์บ้านหลังนี้ก็คือการใช้ช่างท้องถิ่นในการก่อสร้างบ้านทั้งหมด

  “เราตั้งใจให้ช่างท้องถิ่นภายในพื้นที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านหลังนี้ และใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่างท้องถิ่นสามารถเสาะหาได้ง่าย สร้างได้รวดเร็ว ไม่ทำให้การก่อสร้างยืดเยื้อจนไปกระทบกับชาวบ้านที่ทำสวนลำไยกันอยู่ เหตุผลที่เลือกช่างท้องถิ่นเพราะเรามีความเชื่อว่า ถ้าใช้คนท้องถิ่นในการสร้างบ้าน เขาน่าจะเข้าใจความเป็นไปของพื้นที่ท้องถิ่นแห่งนี้มากกว่าเรา ซึ่งเป็นนักออกแบบที่เติบโตและอาศัยอยู่ในเมือง เรายังเชื่อด้วยว่า ด้วยความที่เขาเป็นคนท้องถิ่นที่นั่น เขาน่าจะมีความรู้สึกหวงแหนในหมู่บ้าน ในพื้นที่ หรือคนในชุมชนของเขา เขาจะได้ใช้บริการที่มีสายสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นแห่งนั้น ร้านขายของ ร้านขายอุปกรณ์แถวนั้น วัสดุที่หาได้แถวนั้น ไม่ใช่แค่การก่อสร้าง แต่ให้เขาได้เชื่อมโยงกับคนแต่ละอาชีพในพื้นที่ท้องถิ่นแห่งนั้นด้วย เรายังยอมให้ช่างท้องถิ่นเหล่านั้นเสนอความเห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างที่เอื้อประโยชน์ต่องานออกแบบของเราด้วย ยกตัวอย่างเช่น เราตัดสินใจออกแบบให้โครงสร้างส่วนใหญ่ของบ้านสร้างด้วยปูนกับเหล็ก จากที่เคยคิดว่าจะสร้างจากโครงสร้างไม้ทั้งหลัง เพราะพอเราได้พูดคุยกับช่างผู้รับเหมา จนพบว่าช่างท้องถิ่นในพื้นที่ถนัดที่จะสร้างด้วยปูนและโครงสร้างเหล็กมากกกว่า เราจึงตัดสินใจพบกันครึ่งทางกับพวกเขา”

  สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในการออกแบบและก่อสร้างบ้านฤดูฝนหลังนี้ก็คือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดการสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและธรรมชาติบนที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา ซึ่งสถาปนิกบอกกับเราว่า

  “ในการก่อสร้างบ้าน เราไม่ได้ทำการทะลวงหรือถมดินของพื้นที่ แค่ทำการปรับระดับผืนดินและสร้างพื้นปูนบางส่วนเพื่อรองรับโครงสร้างของบ้านและวางงานระบบ หล่อตอหม้อเพื่อเป็นฐานรากสำหรับวางเสา ผืนดินตรงไหนที่ถูกขุดเพื่อทำฐานราก เมื่อทำเสร็จแล้ว เราก็จะเอาดินเกลี่ยให้กลับมาอยู่เหมือนเดิม เราพยายามให้การก่อสร้างมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับหนึ่ง เหมือนเป็นการพบกันครึ่งทาง เรายกตัวบ้านขึ้นมาในระดับที่เราทำไหว และปล่อยให้ธรรมชาติไหลเข้ามาในจุดที่เราทำได้”

  การออกแบบและก่อสร้างเช่นนี้นี่เอง ที่ทำให้บ้านหลังนี้มีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติและป่าไม้พืชพรรณรอบข้างอย่างแนบเนียน

  “ตอนสร้างเรายังให้ช่างก่อสร้างผูกต้นไม้เอาไว้ เพื่อไม่ให้กิ่งก้านไม้หักเสียหายเยอะเกินไป ถึงแม้เราจะตัดกิ่งก้านเล็กๆ ออกบ้างเท่าที่จำเป็น แต่พอสร้างบ้านเสร็จ เราก็ปล่อยให้กิ่งก้านของต้นไม้งอกเงยเติบโตมาชิดกับตัวบ้านรอบๆ ทำให้ทิวทัศน์ของบ้านถูกปกคลุมห้อมล้อมด้วยต้นไม้ค่อนข้างเยอะ เหมือนเป็นบ้านลับที่ซ่อนอยู่ในป่ายังไงยังงั้น

  สิ่งนี้เป็นโจทย์ที่เราคุยกับเจ้าของบ้านมาตั้งแต่แรก จากการที่เขาให้อิสระในการออกแบบกับสถาปนิกอย่างเราค่อนข้างเยอะ เขาเพียงให้โจทย์เรามาว่า เขาอยากให้สร้างบ้านสำหรับครอบครัวที่เห็นทิวทัศน์รอบข้าง เห็นดาว และมีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ พอเราคุยกับเขาก็ลงตัวตรงที่ เราเป็นคนชอบธรรมชาติ เราชอบให้บ้านซ่อนตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมรอบข้าง เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในบ้านที่เรากำลังจะไปสร้างคือธรรมชาติ และทิวทัศน์ที่ธรรมชาติมอบให้ เราก็เลยเห็นพ้องกันว่า งั้นเราเอาบ้านไปสร้างตรงกลางพื้นที่ธรรมชาติเลย ทางเจ้าของบ้านก็เลยช่วยใช้กล้องโดรนบินถ่ายภาพตำแหน่งของที่ดินที่จะสร้างบ้านให้เรา เราก็เลือกตำแหน่งวางตัวบ้านลงตรงพื้นที่ที่น่าจะตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด”

  องค์ประกอบอันแปลกตาเปี่ยมสไตล์ในงานออกแบบบ้านหลังนี้อีกประการคือรายละเอียดของหลังคาบ้าน ที่นอกจากจะมีช่องแสงธรรมชาติ ที่รับแสงแดดสาดส่องเข้ามาในบ้านในยามกลางวันและเปิดให้เห็นแสงดาวในยามค่ำคืนแล้ว ยังมี ช่องฝน ที่เปิดให้สายฝนหลั่งรินเข้ามาเป็นทิวทัศน์ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านได้ชมกันอย่างกระจ่างตา

  “แนวคิดในการออกแบบนี้เกิดจากเวลาที่เราอยู่ในเมือง เรารู้สึกเหมือนอยู่ในกล่อง ในห้องที่โดนปิด และแก้ไขด้วยการตกแต่งภายในห้องให้สวยงาม พอเรามาออกแบบและสร้างบ้านหลังนี้ เราอยากให้บ้านกลายเป็นกล่องที่เปิดออก ให้เราได้เปลือยตัวเองไปกับธรรมชาติ ในเมื่อเราเอาตัวเองไปซ่อนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ในป่า เราก็เปิดกล่องนั้นออกมาให้ได้มากที่สุด ให้ทั้งทิวทัศน์ แสงแดด สายลม สายฝน ทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาหาเราได้มากที่สุด โดยที่เรายังอยู่อาศัยได้อย่างสุขสบาย เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นที่มา ที่บ้านหลังนี้มีทั้งช่องแสงด้านหน้า ด้านหลัง ข้างบน และเจาะอีกช่องให้น้ำฝนหยดลงมาตรงระเบียงหน้าห้องนอน โดยที่น้ำไม่ไหลเข้ามาในห้องภายใน เพราะด้านหน้าช่องและหลังบ้านมีกันสาดยื่นกันฝนให้อยู่ ส่วนช่องแสงธรรมชาติ เราคุยกันว่าอยากให้เป็นจุดชมดาว เราจึงออกแบบให้ใช้แสงสว่างน้อยที่สุดในยามกลางคืน เพื่อให้เห็นดาวได้มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Dark Sky (เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด: หรือพื้นที่ที่ได้รับการสงวนและอนุรักษ์ให้มีสภาพท้องฟ้ามืดสนิทในเวลากลางคืนเพื่อให้สามารถสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ได้) เพราะฉะนั้น ถ้าใครมาพักที่นี่ในช่วงกลางคืน ก็จะสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้ด้วย”

  จุดเด่นอีกประการของบ้านหลังนี้ก็คือ บ่อน้ำร้อนส่วนตัวภายในบ้าน ที่ได้แรงบันดาลใจจากโป่งน้ำร้อนบ้านยางปู่โต๊ะ บ่อน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในชุมชนบ้านยางปู่โต๊ะในเขตพื้นที่ตั้งของบ้านหลังนี้นั่นเอง

  “บ่อน้ำร้อนของบ้านจะวางอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างเปิดโล่ง กั้นด้วยผนังใสสองข้าง ที่ผู้พักอาศัยค่อนข้างชื่นชอบที่จะแช่น้ำอย่างเปิดเปลือย พวกเขายังชอบมุมมองที่แลเห็นจากดาดฟ้า ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพทิวทัศน์ของดอยหลวงเชียงดาวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ที่ผู้พักอาศัยจะได้เห็นเมฆหมอกปกคลุมยอดดอยหลวงเชียงดาวราวกับหมวกสีขาวครอบอยู่เหมือนเป็นภาพวาดเลยทีเดียว”

  เจ้าของบ้านยังอยากให้บ้านใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยที่สุดและปรับเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ในบ้านจึงเป็นแบบที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ง่าย เน้นในการชมธรรมชาติและท้องฟ้าเสียมากกว่า

  “ในฐานะนักออกแบบบ้านหลังนี้ เราอยากให้ผู้พักอาศัยได้โอบกอดภูเขา โอบกอดธรรมชาติ ความเป็นป่า เราอยากให้พวกเขากล้าลงไปเหยียบพื้นดิน เหยียบหญ้า สัมผัสถึงความเปียกชื้นบนฝ่าเท้า สัมผัสกับประสบการณ์ที่เราไม่ได้พบเจอในชีวิตประจำวันสักครั้งหนึ่ง”

Project : RUE DU FON บ้านฤดูฝน
Architect & Interior : NTHAA
Designer head: Nutthapat Thanapoonyanan
Design team : Pohntanate Boonphaeng (CANA Architect), Khanapong Nguangkratok, Yuttapong Meechana
Objects : (Owner) Puh, Ooh, Pop
Area : 142 sqm. (234 sqm. with Roof Deck & Service Area)
Plot : 300 sq.Wah
Location: Ban Yang Putoh, Chiangdao, Chiangmai
Complete : 2024
Photo : NTHAA
    TAG
  • design
  • architecture
  • house
  • NTHAA
  • บ้านฤดูฝน
  • RUE DU FON

บ้านฤดูฝน บ้านที่แฝงตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเพื่อสัมผัสสุนทรียแห่งฝน โดย NTHAA

ARCHITECTURE/HOUSE
25 days ago
CONTRIBUTORS
Panu Boonpipattanapong
RECOMMEND
  • DESIGN/HOUSE

    o+o House บ้านแห่งความกลมกลืนระหว่างวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยกับ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดย Junsekino Architect and Design

    ถึงแม้วงการสื่อสารมวลชนโดยทั่วไปจะจับตาและสนใจในงานออกแบบสถาปัตยกรรมโครงการใหญ่ๆ อย่างการออกแบบสํานักงาน, พิพิธภัณฑ์, วิหาร, ศาสนสถาน ไปจนถึงอาคารรัฐสภาต่างๆ หากยังมี งานสถาปัตยกรรมที่โครงการไม่ใหญ่นัก แต่ถือว่าเป็นปัจจัยสําคัญอันจําเป็นสําหรับมนุษย์ที่สุดอย่าง หนึ่ง นั่นก็คือ ที่อยู่อาศัยที่เราเรียกกันว่า “บ้าน” นั่นเอง

    EVERYTHING TEAMJuly 2025
  • DESIGN/HOUSE

    “Pong House” เชื่อมปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติผ่านคอร์ต พร้อมตอบโจทย์ความ Privacy

    “Pong House” บ้านที่พร้อมเปิดสเปซมากที่สุดสำหรับการเชื่อมปฏิสัมพันธ์สู่ธรรมชาติ และเผยมุมมองน้อยที่สุดสู่พื้นที่สาธารณะ เพื่อความเป็นส่วนตัว โดยมี ‘คอร์ตยาร์ต’ เป็นหัวใจของบ้าน ในการสอดแทรกพื้นที่สีเขียวเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัย ภายใต้ดีไซน์ที่คลี่คลายสู่ความเรียบง่าย และพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสบายใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยในทุกมุมของบ้าน

    EVERYTHING TEAM3 years ago
  • DESIGN/HOUSE

    ICE.SU HOUSE BY JUNSEKINO A+D บทสนทนาระหว่างการสร้างบ้านที่ย้อนแย้งแต่ชัดเจนบนสเกล 1:1

    “One for the Road” หรือ “วันสุดท้าย . . ก่อนบายเธอ” ภาพยนตร์ไทยที่สร้างกระแสตั้งแต่ก่อนเข้าฉาย และได้ผลตอบรับที่ดีทั้งจากตัวหนัง ผู้อำนายการสร้าง ผู้กำกับ บท เพลง นักแสดง ไปจนถึงบ้านของนักแสดงนำซึ่งมีเอกลักษณ์ และถูกพูดถึงมากกว่าเจ้าของ ไอซ์ซึ หรือ คุณณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ เลือกการปลูกบ้านขึ้นใหม่จากสถาปนิกที่เขาเลือกเอง JUNSEKINO A+D เพื่ออาศัยอยู่กับแฟนและแมว

    Nada InthaphuntMay 2022
  • DESIGN/HOUSE

    HOUSE 362 บ้านที่เปิด “ช่อง” เชื่อมโยงชีวิตเข้ากับธรรมชาติ

    HOUSE 362 ของครอบครัวพงษ์สุรพิพัฒน์ อันเป็นฝีมือการออกแบบของเพื่อนสถาปนิกอย่าง จูน เซคิโน จาก Junsekino Architect and Design / Junsekino Interior Design ที่นอกจากจะสวยงามด้วยเค้าโครงสถาปัตยกรรมอันเรียบง่ายแล้ว ยังสร้างการเชื่อมโยงให้สมาชิกภายในบ้าน ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างไร้ขอบเขตผ่านดีไซน์ประตู หน้าต่างบานเลื่อน และหน้าต่างบานกระทุ้งของ Double Space อันเป็นพื้นที่หัวใจหลักของบ้าน

    By TOSTEM
    EVERYTHING TEAM4 years ago
  • DESIGN/HOUSE

    BAAN VIPHA 41 BY ANONYM บทสนทนาของตัวตนและประสบการณ์อย่างที่ใจตามหา

    บ้านวิภา 41 เป็นผลงานที่เริ่มต้นโครงการเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในช่วงยุคเริ่มต้นก่อตั้งสตูดิโอ ANONYM ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงสร้างผลงานบ้าน และเน้นย้ำแก่นเอกลักษณ์ของตนจนมีความโดดเด่นทางผลงานสถาปัตยกรรมประเภทที่พักอาศัยเช่นในปัจจุบัน

    Nada InthaphuntMay 2021
  • DESIGN/HOUSE

    House COVE(R) by TOUCH Architect ต่อเติมบ้านหัวมุมให้ต่อเนื่องกับบ้านหลังเก่า

    เมื่อบ้านเดี่ยวสองชั้นเดิมในหมู่บ้านจัดสรรของครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คน ของคน 3 รุ่น มีพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานอีกต่อไป การต่อเติมบ้านบนแปลงที่ดินรูปทรงพิเศษตามการจัดสรรเดิมในรั้วบ้านซึ่งมีโจทย์ของการต่อเติมอย่างไรให้กลมกลืนจึงเกิดขึ้น

    Nada InthaphuntApril 2021
SIGN UP TO OUR NEWSLETTER
A Monthly update of the new issue from us
THANK YOU FOR YOUR SUBSCRIPTION

We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )