LOOKING ON EVERYTHING ?
EXPLORE ON EVERYTHING

Story & Photos : Tonkao Panin
เมื่อพูดถึง ปีเตอร์ และอลิสัน สมิธสัน เราก็มักจะนึกถึงคำว่า Brutalism ซึ่งได้กลายเป็นคำจำกัดความของความคิดและการทำงานของสถาปนิกคู่สามีภรรยาทั้งสองจนถึงทุกวันนี้ แต่ความชัดเจน รุนแรงของ Brutalism ทำให้มันไม่ได้หมายถึงแนวทางของความคิดเท่านั้น แต่ได้ทำให้มันกลายเป็นรูปแบบ หรือสไตล์ ที่มีอัตลักษณ์และภาพที่ชัดเจน จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้เราตีความใดๆ และทุกวันนี้ ปีเตอร์ และอลิสัน เอง ก็ไม่สามารถจะตามมาอธิบายความหมายของความคิดซึ่งถือกำเนิดจากการทำงานของทั้งสองคนได้อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่สถาปนิกและนักคิดทั้งสองทิ้งไว้ให้เราคืองานสถาปัตยกรรม ที่ส่วนหนึ่งก็เสื่อมโทรม สูญสลายไปตามกาลเวลา


แต่อาคารหนึ่งในลอนดอน ที่ยังคงสภาพดี และเป็นตัวแทนของความคิดและมุมมองเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของ ปีเตอร์ และอลิสัน สมิธสัน ได้ชัดเจน ก็คืออาคารที่มีชื่อว่า The Economist ซึ่งทั้งสองได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1964 โดยมีวัตถุประสงค์เดิมเพื่อเป็นที่ทำการของหนังสือพิมพ์ The Economist โดยปีเตอร์และอลิสัน ได้วางระบบผังและพื้นที่ในอาคาร จากการศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการเฉพาะตัวในการทำงานของเหล่านักหนังสือพิมพ์ค่าย The Economist อย่างละเอียดอ่อน และแปลงเป็นระบบความสัมพันธ์ของพื้นที่ภายใน ในขณะที่ผังทั้งหมดนั้น ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง โอบล้อมพลาซ่าที่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะไปโดยปริยาย และภายนอกอาคารนั้นถูก clad ด้วยหิน Portland ที่คงร่องรอยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาคาร ที่ทั้งดิบกร้าวและละเอียดอ่อนในเวลาเดียวกัน
งานออกแบบอาคาร The Economist ทั้งกระบวนการศึกษาพฤติกรรม การจัดระบบอาคารที่เปิดพื้นที่โล่งระหว่างอาคารเป็นพื้นที่สาธารณะ การจัดระบบของขนาดช่วงเสาที่สัมพันธ์กับวิธีการก่อสร้างและวัสดุ ขนาดช่องเปิดและองค์ประกอบที่ตอบรับกระบวนการผลิตในยุคนั้น สัจจะของวัสดุและการแสดงตัวตนอันแม้จริงของมัน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างความดิบและความละเอียดอ่อน ล้วนเป็นความคิดที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถาม และการเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ในช่วงหลังอย่างมาก และเป็นความคิดที่มีอิทธิพลต่อแนวทางการพัฒนางานสถาปัตยกรรมในยุคต่อมา ทั้งในประเทศอังกฤษเอง รวมไปถึงงานในทวีปยุโรปอีกหลายๆ ประเทศ และในสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นความคิดที่ผลิดอกออกผล ก่อให้เกิดแนวทางการทำงานและระบบความเข้าใจพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมใหม่ๆ อีกหลากหลายรูปแบบในยุคหลัง

Brutalism แน่นอนว่า มาจากคำว่า Brutal ซึ่งแปลตรงตัวว่า ความดิบ โหด เถื่อน อย่างสุดขั้ว จนบางทีก็แปลว่า สภาวะที่ไม่น่าอภิรมณ์ Brutal มาจากรากศัพท์ภาษาละติน Brutus หรือ Brutalis มีการใช้กันเป็นครั้งแรกๆ ในช่วงศตวรรษที่สิบห้า ใช้บรรยายสภาวะหรือสถานการณ์ที่มีความรุนแรง ยากลำบาก หนักหนาสาหัส ซึ่งก็ทำให้ภาพของงานสถาปัตยกรรมที่ผุดขึ้นในหัวของเราเมื่อนึกถึง Brutalism นั้น เป็นภาพของอาคารที่มีลักษณะดิบ ออกจะโหดร้าย น่ากลัว ไม่มีความละเอียดอ่อน ละเมียดละไม ทั้งในแง่รูปทรง และวัสดุ ตลอดจนสัมผัสของอาคาร ซึ่งนั่นก็เป็นลักษณะเฉพาะส่วนหนึ่งของงาน Brutalism ในยุคหลังจริงๆ แต่ถ้าเรามองรากศัพท์ในภาษาละตินให้ลึกลงไปกว่านั้น เราจะพบว่า คำว่า Brutalis นั้นยังหมายถึงความตรงไปตรงมา ความแม่นยำ และความซื่อสัตย์เถรตรง ตลอดจนสัจจะของการมีอยู่ และการปรากฏตัวของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเป็นคุณสมบัติเชิงนามธรรม ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว นัยยะเชิงนามธรรมนี้ เป็นความหมายที่ตรงกับความคิดของ ปีเตอร์ และ อลิสัน สมิธสัน มากกว่าเพียงการแสดงออกเชิงรูปแบบ หรือสไตล์ ที่มีความดิบเถื่อนอย่างที่เรามักจะเข้าใจ ซึ่งความตรงไปตรงมานี้ อาจจะถูกแสดงออกในรูปแบบใดก็ย่อมได้ ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่กับรูปทรงและวัสดุ ตลอดจนพื้นผิวที่หยาบกระด้าง ดิบกร้าว เพียงอย่างเดียว และความหมายของ Brutalis ในเชิงนี้ ก็ปรากฏชัดในอาคาร The Economist ที่ดูจะแตกต่างจากอาคารแบบ Brutalism ที่เราคุ้นเคยกันในยุคต่อมา
หากเรามองความหมายของ Brutalism เป็นเพียงรูปแบบ หรือสไตล์ ที่ถูกแสดงออกในทางกายภาพของความดิบหยาบเท่านั้น มันมักจะทำให้เราไม่เข้าใจงานและความคิดของ ปีเตอร์ และ อลิสัน สมิธสัน เพราะงานของสถาปนิกทั้งสอง หลายๆ งาน ก็ไม่ได้มีลักษณะดิบกร้าวเช่นนั้นเลย แต่เมื่อเราพิจารณาความหมายของคำว่า Brutalis ในหลายๆ ด้าน ทั้งในเชิงรูปธรรม และเชิงนามธรรม ย่อมทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความคิดทฤษฎี Brutalism กับงานออกแบบของ ปีเตอร์ และอลิสัน สมิธสัน มีความกระจ่างขึ้นมาได้ว่า Brutalism นั้นไม่ใช่รูปแบบ หรือสไตล์ ในการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ แต่เป็นความคิดเกี่ยวกับการจัดระบบ ทั้งระบบของพื้นที่ รูปทรง และพื้นผิวของวัสดุ อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน เด็ดขาด และที่สำคัญที่สุดคือความพอเพียง ใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับความมากมาย ละโมบ เกินพอดี อันเป็นสภาวะทางสังคม ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
อาคาร The Economist ทำให้เราเข้าใจ Brutalism ที่หมายถึงความตรงไปตรงมา พอเพียง และประหยัดทรัพยากร ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นแนวความคิดทางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ที่สัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนโดยตรง เป็นการเรียกร้องให้สถาปนิกและนักออกแบบ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัว มากกว่าเพียงแค่มุ่งจะสร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับความมั่งคั่ง มั่งมี ของสังคม ปีเตอร์ และอลิสัน สมิธสัน สอนเราว่า ความโลภ ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น โดยขาดความรับผิดชอบ และความเข้าใจพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมนั้น เป็นบ่อเกิดของปัญหา ที่ไม่ใช่ปัญหาทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่มันจะกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางสังคมในไม่ช้า
The Economist จึงเป็นเหมือนวาทกรรมของปีเตอร์ และอลิสัน สมิธสัน ที่นอกจากจะทำให้เราย้อนมามองความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและผู้คนรอบตัว โดยปีเตอร์ สมิธสันเคยกล่าวไว้ว่า สถาปนิกจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้คนในสังคม แม้ในยามที่ทิศทางความเป็นไปของสังคม มุ่งไปที่ความฟุ้งเฟ้อ มากมายเกินจำเป็น หน้าที่ของเราคือการชี้นำ ให้สังคมเห็นถึงสมดุลย์และภาวะความพอดี ที่ไม่ได้ถูกแสดงออกในรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ปรากฏขึ้นในแก่นความคิดของการสร้างงานสถาปัตยกรรม อันสัมพันธ์กับวิถีชีวิต และการใช้งาน ที่ในที่สุดแล้ว อาจมีพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสังคม ให้คืนสู่ความสุข ความพอใจ ในสิ่งธรรมดาสามัญ อันยั่งยืน
The Economist Peter and Alison Smithson
/
หลังจากคว้า 𝟲 รางวัล 𝗪𝗶𝗻𝗻𝗲𝗿 จากเวที 𝗚𝗲𝗿𝗺𝗮𝗻 𝗗𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗱 𝟮𝟬𝟮𝟲 ล่าสุดทีมจาก 𝗚𝗲𝗿𝗺𝗮𝗻 𝗗𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻 𝗖𝗼𝘂𝗻𝗰𝗶𝗹 ได้เดินทางมาเยือนออฟฟิศของออฟฟิศของ DUCTSTORE the design guru และ THE OTHERS ในประเทศไทย เพื่อร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบประกาศนียบัตรรางวัล และถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับทีมงาน
/
ล่าสุดในปี 2026 DUCTSTORE the design guru และ THE OTHERS คว้ารางวัล Winner มาได้ถึง 6 รางวัลจากเวที German Design Award 2026 นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในฐานะสตูดิโอออกแบบของไทย ที่ผลงานออกแบบเป็นที่ยอมรับและได้รับยกย่องจากเวทีระดับนานาชาติ ในด้านความเป็นเลิศของความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพ ซึ่งชวนมาอ่านเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบของทั้ง 6 ผลงานที่ได้รับรางวัลได้ที่นี่
/
เพราะ Trade Fair & Exhibition มีความสำคัญมากกว่า “พื้นที่จัดแสดง” แต่เป็นพื้นที่เชิงประสบการณ์ และเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ในการสื่อสารทั้งทั้งตัวตน เรื่องราว อารมณ์ ประสบการณ์ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในพื้นที่เดียว จึงนับเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำหรับ DUCTSTORE the design guru Co., Ltd. ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์งานออกแบบพาวิลเลียนและนิทรรศการในหลายโปรเจกต์ ที่ช่วยขับเคลื่อนวงการดีไซน์ให้มีสีสัน มีความแปลกใหม่ และสร้างแรงกระเพื่อมให้แบรนด์เห็นความสำคัญของการเชื่อมระหว่างแบรนด์กับลูกค้าผ่าน “ประสบการณ์เชิงพื้นที่” ในรูปแบบของพาวิลเลียนและนิทรรศการ ที่แม้จะจัดแสดงชั่วคราวแต่สามารถสร้างอิมแพคทรงพลังด้านการรับรู้และการจดจำได้ยาวนาน
/
เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเร่งรีบและที่เต็มไปด้วยการแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ จากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การเงิน การดูแลสุขภาพ รวมถึงเป้าหมายส่วนตัว ส่งผลทำให้ภายในหนึ่งวันเราแทบไม่มีเวลาเหลือสำหรับการดูแลพื้นที่อยู่อาศัย หรือบางครั้งก็ไม่สามารถทำความสะอาด ซ่อมแซม หรือบำรุงบ้านให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด
/
ช่วงนี้กรุงเทพฯได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมากว่า เป็นศูนย์กลางศิลปะที่เต็มไปด้วย ศิลปินที่มีคุณภาพ แกลเลอรี่ชั้นนำ และระบบนิเวศทางศิลปะที่กำลังพัฒนา Max Hollein ผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑ์ Metropolitan นครนิวยอร์ก ได้มาเยือนกรุงเทพฯ กล่าวชื่นชม ความคึกคักด้านศิลปะร่วมสมัย รวมถึงการที่จะมีหอศิลป์ dib contemporary art จะเพิ่มความน่าสนใจและยกมาตรฐานศิลปะร่วมสมัยไทยสู่ระดับนานาชาติ
/
DUCTSTORE the design guru และ THE OTHERS ภายใต้การนำของนนทวัฒน์ เจริญชาศรี Design Director ได้รับรางวัล German Design Award 2025 อีกหนึ่งเวทีระดับโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการออกแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับรางวัลออกแบบระดับนานาชาติมากมายในช่วงที่ผ่านมา เช่น Red Dot Award: Grand Prix / Best Of the Best / Winner สาขา Brands and Communication Design 2024, iF Design Award 2024, DFA Design for Asia Awards 2023,2024 และ Golden Pin Design Award 2023,2024
We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )





