The Spirits of Maritime Crossing การเดินทางข้ามสมุทรของศิลปินตะวันออกไกล สู่มหกรรมศิลปะในนครแห่งสายน้ำ Venice Biennale 2024 | IAMEVERYTHING.CO

LOOKING ON EVERYTHING ?

EXPLORE ON EVERYTHING

The Spirits of Maritime Crossing การเดินทางข้ามสมุทรของศิลปินตะวันออกไกล
สู่มหกรรมศิลปะในนครแห่งสายน้ำ Venice Biennale 2024
เรื่อง: ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

   ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้เดินทางไปชมงาน มหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 (Venice Biennale 2024) ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ที่นานาประเทศต่างส่งผลงานศิลปะเข้ามาร่วมแสดงใน Pavillion (ศาลาแสดงงาน) แห่งชาติของตัวเองกันอย่างคับคั่ง และแข่งขันกันสำแดงพลังแห่งศิลปะร่วมสมัยของศิลปินผู้เป็นตัวแทนของชาติอย่างไม่ยอมน้อยหน้ากัน น่าเสียดายที่เวนิส เบียนนาเล่ในปีนี้ ไม่มี Thai Pavilion และประเทศไทยเราเองก็ไม่มีการส่งศิลปินมาร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะครั้งนี้ (ซึ่งก็นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ไม่ได้ส่งมา) แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีศิลปินไทยเข้าร่วมแสดงผลงานใน เวนิส เบียนนาเล่ แต่อย่างใด เพราะในปีนี้ เหล่าบรรดาศิลปินร่วมสมัยชาวไทยต่างเดินทางไปร่วมแสดงงานในนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ในฐานะกิจกรรม Collateral Events หรือนิทรรศการนอกพื้นที่แสดงงานหลักของมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ ในครั้งนี้ แล้วก็ไม่ได้มีเพียงแค่ศิลปินชาวไทยเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงศิลปินในประชาคมอาเซียนและศิลปินระดับโลกที่เข้ามาร่วมแสดงงานในนิทรรศการนี้ด้วย

  นิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing จัดขึ้นโดยมูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale (BAB) Foundation) โดยมีศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ ที่จัดขึ้นในอาคารเก่าแก่ในศตวรรษที่ 18 อย่าง Palazzo Smith Mangilli Valmarana (Palace Smith Mangilli Valmarana) ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี โดยเป็นการรวมตัวของ 15 ศิลปินร่วมสมัยจากประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศิลปินระดับโลกจากโลกตะวันตก

  โดยนำเสนอผลงานศิลปะที่ประกอบด้วยสื่อหลากหลายประเภท ทั้งงานจิตรกรรม, ประติมากรรม, สื่อผสม, ศิลปะจัดวาง, วิดีโอจัดวาง, วิดีโอแสดงสด และภาพยนตร์สั้น ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ไปจนถึงประเด็นทางสังคมการเมือง การพลัดถิ่น การโยกย้ายถิ่นฐาน ผลกระทบจากสงคราม ความขัดแย้ง และอัตลักษณ์ทางชนชาติหลังยุคอาณานิยมของภูมิภาคเหล่านี้ ที่ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์กับบริบทของพื้นที่ และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของเมือง และสร้างบทสนทนาระหว่างจิตวิญญาณของตะวันตกและตะวันออกได้อย่างโดดเด่นน่าจับตา

  เริ่มจากผลงาน The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร (2022) จากการกำกับของ อภินันท์ โปษยานนท์ ภาพยนตร์สั้นที่เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกของศิลปินศิลปะแสดงสดชั้นนำของโลกชาวเซอร์เบีย มารีน่า อบราโมวิช (Marina Abramović) กับศิลปินศิลปะการแสดงชั้นนำของไทยและเอเชีย พิเชษฐ กลั่นชื่น ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครวิญญาณเร่ร่อน ที่รับบทโดยมารีน่า ผู้พลัดถิ่นฐานจากซีกโลกตะวันตกในเวนิส มาสู่ซีกโลกตะวันออกในกรุงเทพฯ พานพบกับ ราชาวานร ที่รับบทโดยพิเชษฐ เพื่อรับคำชี้นำให้เดินทางผ่านพิธีกรรม เยือนพื้นที่ศักดิ์สิทธื์ และรับคำสอนสั่งจากพระสงฆ์ในพุทธศาสนา จนได้รับความสงบทางจิตวิญญาณในที่สุด

  ตามมาด้วยผลงาน Our Place in Their World (2023 - 24) โดยสองศิลปินร่วมสมัยชาวไทย จิตติ เกษมกิจวัฒนา กับ นักรบ มูลมานัส กับผลงานวิดีโอแอนิเมชันจัดวางที่ประกอบสร้างจากภาพปะติดปะต่อทับซ้อนจากข้อมูลที่ศิลปินสืบค้นจากประวัติศาสตร์ของเวนิส และร่องรอยทางประวัติศาสตร์จากผลงานศิลปะที่ตกแต่งในพื้นที่แสดงงาน กับการสำรวจประวัติศาสตร์ของสามัญชนชาวสยามผู้มีโอกาสเดินทางไปยังโลกตะวันตก หลอมรวมกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวอันวิจิตรพิสดารและน่าพิศวง ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งข้อมูลอันไพศาล

  และผลงาน There’s no Place (2020) โดย จักกาย ศิริบุตร ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย ที่กระตุ้นความตระหนักรู้เกี่ยวกับชะตากรรมของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัยจากสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ ที่กลายเป็นคนแปลกหน้าและเป็นชาวต่างชาติในทุกแห่งหนที่พวกเขาเหยียบย่างไป ด้วยประติมากรรมจัดวางที่ประกอบด้วยงานเย็บปักผ้าที่เป็นการร่วมสร้างสรรค์ของเด็กๆ ผู้เป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติเหล่านั้น

  หรือผลงาน Déjà vu: When the Sun Rises in the West (2022) โดย นที อุตฤทธิ์ ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย กับผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมที่หลอมรวมแนวคิดของโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกัน โดยตั้งสมมติฐานถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างพระพุทธเจ้ากับอารยธรรมกรีกโบราณ เพื่อสำรวจและตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์และความเหลื่อมล้ำระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิอาณานิคม อีกทั้งยังล้อไปกับธีมหลักของ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 อย่าง “ชาวต่างชาติในทุกแห่งหน” (Foreigners Everywhere) ที่คนต่างชาติต่างถิ่นแปลกหน้าปรากฏในพื้นที่ทางศาสนาทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก ราวกับเป็นภูติผีหรือวิญญาณเร่ร่อนล่องลอยมาหลอกหลอนเจ้าบ้านถึงเหย้าเรือนก็ไม่ปาน

  และผลงานวิดีโอแสดงสด โดย กวิตา วัฒนะชยังกูร ศิลปินศิลปะแสดงสดชาวไทย ที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในฐานะแรงงาน ทั้งแรงงานในบ้าน และแรงงานอุตสาหกรรม ที่ถูกกดทับและเอารัดเอาเปรียบในสังคมชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้คน หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ผลงานของเธอยังเชื่อมโยงค่านิยมเกี่ยวกับคุณค่าของผู้หญิงตะวันออก เข้ากับประวัติศาสตร์อาณานิคมระหว่างฝรั่งเศสและอิตาลี ผ่านกิจกรรมสามัญอย่างการอาบน้ำได้อย่างน่าสนใจ

  หรือผลงาน Story from Plateau (2019) โดย บุญโปน โพทิสาน (Bounpaul Phothyzan) ศิลปินร่วมสมัยสัญชาติลาว กับประติมากรรมจัดวางที่ตีแผ่เหตุการณ์ในสงครามอินโดจีน ในช่วงเวลาที่กองทัพอเมริกันทิ้งระเบิดในลาวกว่า 2 ล้านตัน ศิลปินหยิบเปลือกโลหะของลูกระเบิดที่เก็บกู้จากทุ่งนาที่เต็มไปด้วยวัตถุระเบิด มาฉลุเป็นลวดลายที่บอกเล่าเรื่องราวของประชาชนผู้บริสุทธิ์ผู้ต้องบาดเจ็บและล้มตายจากซากระเบิดที่ยังหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้

  และผลงาน Terang Boelan (Moonshine) (2022) โดย จอมเปท คุสวิดานันโต (Jompet Kuswidananto) ศิลปินร่วมสมัยชาวอินโดนีเซีย กับศิลปะจัดวางที่ประกอบสร้างขึ้นจากกองเศษซากปรักหักพังของโคมไฟระย้า เปียโน และเศษกระจกจนดูคล้ายกับเกาะกลางมหาสมุทร อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซีย ที่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก หรือแม้แต่เป็นภาพแทนของชนชั้นนำในอินโดนีเซียเหล่าวีรบุรุษสงครามผู้ปลดแอกประเทศจากลัทธิอาณานิคม อภิสิทธิ์ชนที่กดทับประชาชนด้วยกันเอง

   หรือผลงานศิลปะจัดวางโดย อัลวิน รีอามิลโล (Alwin Reamillo) ศิลปินร่วมสมัยสัญชาติฟิลิปปินส์ ที่ถักทอกระแสวัฒนธรรมผ่านการปะติดปะต่อวัตถุเก็บตกเหลือทิ้ง เข้ากับรูปเคารพทางศาสนาที่หยิบมาจากฉาก มรรคาศักดิ์สิทธิ์ (Station Of The Cross) หรือเส้นทางสู่กางเขน 14 ภาพของพระเยซูคริสต์ เพื่อสำรวจประวัติศาสตร์ของลัทธิอาณานิคม ที่มักใช้ศาสนาอ้างความชอบธรรมในการรุกรานและยึดครองแผ่นดินของชนชาติอื่น

  และผลงาน Calling for the Rain (2021) โดย คไว สัมนาง (Khvay Samnang) ศิลปินร่วมสมัยชาวกัมพูชา กับวิดีโอจัดวางที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก มหากาพย์รามายณะ ผสมผสานกับนิทานที่ศิลปินเล่าให้ลูกๆ ฟังก่อนนอน และพิธีบวงสรวงธรรมชาติเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณของชนพื้นเมือง โดยเล่าเรื่องราวของเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ในป่าที่ร่ายรำบวงสรวงเพื่อขอฝนและต่อสู้กับภัยคุกคามจากมังกรไฟ อันเป็นอุปมาอุปมัยถึงประเทศมหาอำนาจผู้ตัดไม้และทำลายธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

  หรือผลงาน The State of Absence - Voices from Outside (2020 - ปัจจุบัน) โดย เจือง กง ตึง (Truong Cong Tung) ศิลปินร่วมสมัยชาวเวียดนาม กับผลงานศิลปะจัดวางจากวัตถุในธรรมชาติอย่าง น้ำเต้า อันเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติของเวียดนาม วัตถุเหล่านี้ส่งผ่านน้ำและพรายฟองออกมา เพื่อเป็นตัวแทนของเลือดและลมหายใจ วัตถุเหล่านี้ถูกจัดวางบนผืนทรายอันเป็นตัวแทนของผืนแผ่นดินและทะเลอันเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิตทั้งมวล

  และผลงาน Hunting and Dancing 15 years (2023) โดย โม สัท ศิลปินร่วมสมัยสัญชาติเมียนมา/เนเธอร์แลนด์ กับวิดีโอแสดงสดที่ใช้ร่างกายของศิลปิน(และคู่เต้น)เลียนแบบอากัปกิริยาของสัตว์ป่า ผสานไปกับแรงบันดาลใจจากการร่ายรำและผิวปากของชนเผ่านักล่าสัตว์ เพื่อแสดงอัตลักษณ์ตัวตนที่กลายเป็นคนแปลกหน้าในแผ่นดินอื่น ในอีกแง่หนึ่ง ผลงานชิ้นนี้อาจตีความถึงชะตากรรมของเพื่อนร่วมชาติศิลปินที่ต้องหลบหนีการไล่ล่าจากรัฐเผด็จการในบ้านเกิดของเขาก็เป็นได้

  หรือผลงาน The Sea is a Blue Memory (2022) โดย ปรียากีธา ดีอา (Priyageetha Dia) ศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์ กับวิดีโอจัดวางแอนิเมชัน 3 มิติ โมชั่นแคปเจอร์ ที่แสดงภาพของหญิงสาวร่างกายสีเงินผู้แหวกว่ายในมหาสมุทรสีน้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์แทนภาพบรรพบุรุษของศิลปิน ผู้อพยพพลัดถิ่นฐาน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากอินเดียไปยังคาบสมุทรมลายู และตกอยู่ในสถานะของคนชายขอบในแผ่นดินอื่น

  และท้ายสุด กับผลงานโดย หยี่ อิ-ลาน (Yee I-Lann) ศิลปินร่วมสมัยสัญชาติมาเลเซีย กับวิดีโอจัดวางและงานหัตกรรมร่วมสมัย ที่นำเสนอวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชายฝั่งทะเลในเกาะบอร์เนียว และการสำรวจประวัติศาสตร์ทางทะเลเพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ศิลปินทำงานร่วมกับช่างทอเสื่อท้องถิ่นในชุมชมด้วยการเย็บเสื่อขึ้นจากขยะที่ถูกกระแสน้ำพัดขึ้นฝั่งชายทะเลที่ทอดยาวไปสู่มหาสมุทร เชื่อมร้อยเมืองเวนิสและเกาะบอร์เนียวเข้าไว้ด้วยกัน คลอเคียงด้วยเพลงท้องถิ่นที่มีเนื้อหาสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การพลัดถิ่น และการต่อสู้ทางการเมืองของคนชายขอบในสังคม

  นอกจากผลงานของศิลปินทั้ง 15 คนนี้จะนำเสนอพลังทางความคิด ฝีไม้ลายมือในการสร้างสรรค์ และสุนทรียะอันเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนออกมาอย่างโดดเด่นแล้ว งานของพวกเขายังสร้างบทสนทนากับบริบทของพื้นที่แสดงงานที่เป็นอาคารโบราณอันเปี่ยมมนต์ขลัง และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ทางศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ยาวนาน ได้อย่างแนบเนียนกลมกลืน รวมถึงสร้างปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเวนิส และธีมหลักของมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ ได้อย่างเปี่ยมสีสัน น่าสนใจ จนกลายเป็นที่จับตาของวงการศิลปะในระดับสากลโลกได้อย่างโดดเด่นยิ่ง

  มิตรรักแฟนศิลปะท่านใดมีโอกาสเดินทางไปชมมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ ก็ลองแวะเวียนไปชมนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร กันได้ที่ Palazzo Smith Mangilli Valmarana (Palace Smith Mangilli Valmarana) ใน เมืองเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 24 พฤศจิกายน 2567

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่
    TAG
  • design
  • art
  • exhibition
  • Biennale
  • Venice Biennale 2024
  • The Spirits of Maritime Crossing

The Spirits of Maritime Crossing การเดินทางข้ามสมุทรของศิลปินตะวันออกไกล สู่มหกรรมศิลปะในนครแห่งสายน้ำ Venice Biennale 2024

ART AND EXHIBITION/EXHIBITION
2 years ago
CONTRIBUTORS
Panu Boonpipattanapong
RECOMMEND
  • DESIGN/EXHIBITION

    “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิด ในงาน BKKDW2026 ที่ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต

    การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน

    EVERYTHING TEAMFebruary 2026
  • DESIGN/EXHIBITION

    “WERDIN: ดินกลาย” โดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

    นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ

    EVERYTHING TEAM8 months ago
  • DESIGN/EXHIBITION

    Re/Place การปิดทับอดีตเพื่อเปิดเผยความจริงทางการเมือง ของ วิทวัส ทองเขียว

    ในอดีตที่ผ่านมา ในแวดวงศิลปะ(กระแสหลัก)ในบ้านเรา มักมีคํากล่าวว่า ศิลปะไม่ควรข้องแวะกับ การเมือง หากแต่ควรเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม สุนทรียะ และจิตวิญญาณภายในอัน ลึกซึ้งมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ศิลปะไม่เคยแยกขาดออกจาก การเมืองได้เลย ไม่ว่าจะในยุคโบราณ ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือรับใช้ชนชั้นสูงและผู้มีอํานาจ หรือใน ยุคสมัยใหม่ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง หันมามองในบ้าน เราเอง ก็มีศิลปินไทยหลายคนก็ทํางานศิลปะทางการเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสะท้อนและ บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างเข้มข้น จริงจัง

    Panu BoonpipattanapongFebruary 2025
  • DESIGN/EXHIBITION

    The Grandmaster : After Tang Chang บทสนทนากับ จ่าง แซ่ตั้ง ศิลปินระดับปรมาจารย์แห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย โดย วิชิต นงนวล

    เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรารู้ว่า การก๊อปปี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทําให้ เราได้รู้ว่าผลงานต้นฉบับของจริงในช่วงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความดีงามขนาดไหน ไม่ต่างอะไรกับศิลปินร่วมสมัยสัญชาติไทยอย่าง วิชิต นงนวล ที่หลงใหลศรัทธาในผลงานของศิลปิน ระดับปรมาจารย์ในยุคสมัยใหม่ของไทยอย่าง จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ในวัยของนักเรียน นักศึกษา เรื่อยมาจนเติบโตเป็นศิลปินอาชีพ ความหลงใหลศรัทธาที่ว่าก็ยังไม่จางหาย หากแต่เพิ่มพูน ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สุกงอมออกดอกผลเป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการ The Grandmaster : After Tang Chang ที่เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างบทสนทนากับศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้นี้

    Panu BoonpipattanapongJanuary 2025
  • DESIGN/EXHIBITION

    Monte Cy-Press ศิลปะจากกองดินที่สะท้อนน้ําหนักของภัยพิบัติ โดย อุบัติสัตย์

    “ยูบาซาโตะ เดินผ่านตามแนวต้นสนขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปก่อสร้างสถูปดิน และมักจะโดน ทีมงานช่างบ่นทุกวันเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่มีเวลาอยู่อย่างจํากัด เขาเพียงได้แต่ตอบไปว่า .. บุญกุศล นําพาและเวลามีเท่านี้ ขอให้ทําสิ่งดีๆ ให้เต็มที่ ต่อสถานที่บนภูเขานี้เถอะ อย่าบ่นไปเลย เราอาจจะ พบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว แต่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี ... ทีมงานทุกคนเพียงส่งรอยยิ้มที่ เหนื่อยล้ากลับมา ก็เพราะต้องทนร้อนทนแดด และเปียกฝนสลับกันไป จากสภาวะโลกเดือด ที่ทุกคน ต่างพูดถึง แต่ก็จะมาจากใคร ก็จากเราเองกันทั้งนั้น ... แม้จะมาทํางานบนภูเขาก็จริง แต่เขาก็ยังคง คิดถึงเหตุการณ์ภัยน้ําท่วมดินโคลนถล่มที่ผ่านมา อีกทั้งความเสียหายต่อข้าวของที่ต้องย้ายออกจาก บ้านเช่าและค่าใช้จ่ายหลังน้ําท่วมที่ค่อนข้างเยอะพอควร และยิ่งในสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจแบบนี้...

    Panu Boonpipattanaponga year ago
  • DESIGN/EXHIBITION

    Kader Attia กับศิลปะแห่งการเยียวยาซ่อมแซมที่ทิ้งร่องรอยบาดแผลแห่งการมีชีวิต ในนิทรรศการ Urgency of Existence

    หากเราเปรียบสงคราม และอาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษย์ อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การสังหารหมู่ และการล่าอาณานิคม เป็นเหมือนการสร้างบาดแผลและความแตกร้าวต่อมวลมนุษยชาติ ศิลปะก็เป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาซ่อมแซมบาดแผลและความแตกร้าวเหล่านั้น แต่การเยียวยาซ่อมแซมก็ไม่จำเป็นต้องลบเลือนบาดแผลและความแตกร้าวให้สูญหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หากแต่การเหลือร่องรอยแผลเป็นและรอยแตกร้าวที่ถูกประสาน ก็เป็นเสมือนเครื่องรำลึกย้ำเตือนว่า สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นอีกซ้ำเป็นครั้งที่สอง เช่นเดียวกับสิ่งที่ปรากฏในนิทรรศการ “Urgency of Existence” นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในเอเชียของ คาแดร์ อัทเทีย (Kader Attia) ศิลปินชาวฝรั่งเศส - แอลจีเรีย ผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เขาเป็นหัวหอกในการทำงานศิลปะผ่านสื่ออันแตกต่างหลากหลาย ที่นำเสนอแนวคิดหลังอาณานิคม และการปลดแอกอาณานิคม จากมุมมองของตัวเขาเอง ที่มีประสบการณ์ทางตรงและทางอ้อมของผู้ที่เคยถูกกดขี่และถูกกระทำจากลัทธิล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ผ่านมา

    Panu Boonpipattanaponga year ago
SIGN UP TO OUR NEWSLETTER
A Monthly update of the new issue from us
THANK YOU FOR YOUR SUBSCRIPTION

We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )