LOOKING ON EVERYTHING ?
EXPLORE ON EVERYTHING
“เลือนจาง ไม่รางหาย”







ในขณะที่ดูเหมือนจะเหลือแต่คนคนแก่ทั้งนั้นที่ยังทำงานหัตถศิลป์เหล่านี้อยู่ และหาคนรุ่นใหม่ทำได้ยาก บวกกับได้อ่านข้อความหนึ่งที่เล่าว่า “ผมอายุห้าสิบสาม เป็นคนสานกระบุงที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้าน” เราในฐานะผู้ชมงานก็เริ่มตั้งคำถามในใจปนกังวลว่าเส้นทางของศาสตร์งานหัตถศิลป์จะคงอยู่อย่างไร แต่หากชมนิทรรศการจบอาจจะได้พบกับหนทางที่ทำให้ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อาจเลือนจาง แต่ไม่รางหาย


นอกเหนือจากงานจักสาน งานย้อมคราม และงานทอผ้าฝีมือท้องถิ่น ที่โรงแรม Raya Heritage เล็งเห็นคุณค่าและนำมาเป็นส่วนหนึ่งในของใช้และของตกแต่งภายในโรงแรมแล้ว เรายังได้เห็นโอ่งยักษ์ ที่มีเบื้องหลังเรื่องราวสะเทือนอารมณ์และกลายเป็นจุดตั้งต้นแรงบันดาลใจให้เกิดนิทรรศการด้วย “วันหนึ่ง คุณลุงสองเมือง ปัญญานันทะ สล่าช่างปั้นดินเผาแห่งบ้านยางเนิ้ง อำเภอสารภี ผู้ปั้นดินด้วยมือและใช้เทคนิคเผาด้วยเตาฟืนโบราณ ซึ่งเหลืออยู่ไม่กี่คนนั้น ได้เสียชีวิตลงก่อนที่โอ่งจะเสร็จสมบูรณ์ ทำให้เกิดการรวมตัวของคนในหมู่บ้านมาช่วยทำโอ่งให้สำเร็จ โอ่งดินนี้ จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนให้เราตระหนักว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมของงานหัตถศิลป์กำลังจะเลือนหายไปพร้อมกับเจ้าของผลงาน” คุณณัฎฐ์ บอกเล่าถึงที่มาของนิทรรศการ
“เมื่อเราได้รับโจทย์จากทางโรมแรม เราจึงสนใจที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพถ่ายและ Creative Documentary ในแบบของเรา ซึ่งมีส่วนผสมของมุมมองการถ่ายทอดภาพที่สร้างสรรค์อย่างงานโฆษณา บวกกับการสะท้อนภาพวิถีชีวิตที่เป็นจริงอย่างเป็นธรรมชาติ แฝงแนวคิดของเรื่อง Knowledge และ Know- How ไว้ด้วย”


“เราเริ่มต้นจากนำเสนอภาพถ่าย ที่บอกเล่าเรื่องราวของสล่ารุ่นพ่ออุ้ยแม่อุ้ยที่กำลังวังชาในการทำงานฝีมือเริ่มถอดถอยลงตามวัย และองค์ความรู้อาจสูญหายไปพร้อมกับเขาเหล่านั้นได้ทุกเมื่อ เป็นส่วนที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึก Deep และจมลงไปนิดนึง เพราะหากไม่บันทึกไว้ หรือไม่มีผู้สืบทอด ก็อาจจะสูญหายไปจริงๆ ส่วนที่สองของนิทรรศการบริเวณชั้น 2 จะเริ่มปลุกความหวังของเราขึ้นมา ให้เห็นว่าบางชุมชนยังมีผู้สืบทอดรุ่นใหม่ๆ ก่อนที่ส่วนสุดท้ายจะบอกเล่าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หยิบจับนำงานหัตถศิลป์ไปประยุกต์ใช้ สร้างสรรค์หรือต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ โดยใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ หรือประสบการณ์มาพัฒนา ดังนั้นเมื่อยังถูกใช้ งานหัตถกรรมก็ยังถูกสร้าง” ติตตามวิถีชีวิตของผู้เป็นเจ้าของและผู้สืบทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายแขนง จากหลากชุมชน




“เราได้เห็นคนที่ใส่ใจในสิ่งที่เขาทำ และพยายามจะถ่ายทอดมันออกมาผ่านความอดทนในการทำ ในขณะที่งานมันรายละเอียดเยอะมาก ทั้งในส่วนของตัวชิ้นงาน กรรมวิธี และวิธีการคิดทุกอย่าง มันต้องใช้ทักษะ เวลา และการฝึกฝน นี่เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ชัดที่สุด ภูมิปัญญาองค์ความรู้บางอย่างมันจึงพร้อมสูญหายไป เพราะนอกจากคนจะสนใจกันน้อยลงแล้ว ยังต้องมีดูอีกว่าคนที่สนใจนั้น มีความอดทนพยายามพอมั้ย”
“เราได้เข้าใจว่านดีไซน์คืออะไร ซึ่งงานดีไซน์ในยุคของพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ก็คือการคิดเพื่อการดำรงชีวิต และเป็นวิถีชีวิต ซึ่งนิทรรศการนี้ตอบเราได้ชัดเจน ดังนั้นในนิทรรศการนี้ผู้ชมจะไม่ใช่แค่ได้อ่านข้อความ ชมภาพถ่าย หรือดู Documentary เพราะทางโรงแรมยังได้เชิญช่างฝีมือที่ในภาพ และในหนังให้มาทำงานฝีมือที่เขาทำอยู่ในวิถีชีวิตจริงๆ ของเขาให้เราได้เห็น ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างไร ได้เห็นแววตา ความตั้งใจ ทักษะฝีมือ และผลลัพธ์ของงานหัตถศิลป์สวยงามที่ได้ ทำให้เราได้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างสเปซของโรงแรม เนื้อหาของนิทรรศการ และวิถีชีวิตของผู้คน”
“สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราต้องมากังวลแล้วว่างานหัตถศิลป์จะสูญหายไปมั้ย เพราะเราทำสำเร็จแล้วที่ได้ส่งกำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจให้เจ้าของมรดกและผู้สืบทอด คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้ภูมิปัญญาคงอยู่และพัฒนาต่อไปได้
ตามติดร่องรอยของภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่อาจกำลังจางหาย ผ่านนิทรรศการ “เลือนจาง ไม่รางหาย”
/
เตรียมพบกับ Thematic Pavilion ในงานสถาปนิก’69 ที่ Häfele ร่วมกับสถาปนิกแถวหน้าอย่าง เจอร์รี หง และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี จาก Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research สร้างสรรค์พาวิลเลียนที่มากกกว่าการจัดแสดงนวัตกรรม แต่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินชม เรียนรู้ และเป็นส่วนหนึ่งกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นจากแบรนด์ Hafele ภายใต้แนวคิด “𝗙𝘂𝘁𝘂𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗯𝘆 𝗖𝗼𝗻𝗻𝗲𝗰𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗡𝗮𝘁𝘂𝗿𝗲”
/
การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน
/
นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ
/
ในอดีตที่ผ่านมา ในแวดวงศิลปะ(กระแสหลัก)ในบ้านเรา มักมีคํากล่าวว่า ศิลปะไม่ควรข้องแวะกับ การเมือง หากแต่ควรเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม สุนทรียะ และจิตวิญญาณภายในอัน ลึกซึ้งมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ศิลปะไม่เคยแยกขาดออกจาก การเมืองได้เลย ไม่ว่าจะในยุคโบราณ ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือรับใช้ชนชั้นสูงและผู้มีอํานาจ หรือใน ยุคสมัยใหม่ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง หันมามองในบ้าน เราเอง ก็มีศิลปินไทยหลายคนก็ทํางานศิลปะทางการเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสะท้อนและ บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างเข้มข้น จริงจัง
/
เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรารู้ว่า การก๊อปปี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทําให้ เราได้รู้ว่าผลงานต้นฉบับของจริงในช่วงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความดีงามขนาดไหน ไม่ต่างอะไรกับศิลปินร่วมสมัยสัญชาติไทยอย่าง วิชิต นงนวล ที่หลงใหลศรัทธาในผลงานของศิลปิน ระดับปรมาจารย์ในยุคสมัยใหม่ของไทยอย่าง จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ในวัยของนักเรียน นักศึกษา เรื่อยมาจนเติบโตเป็นศิลปินอาชีพ ความหลงใหลศรัทธาที่ว่าก็ยังไม่จางหาย หากแต่เพิ่มพูน ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สุกงอมออกดอกผลเป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการ The Grandmaster : After Tang Chang ที่เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างบทสนทนากับศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้นี้
/
“ยูบาซาโตะ เดินผ่านตามแนวต้นสนขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปก่อสร้างสถูปดิน และมักจะโดน ทีมงานช่างบ่นทุกวันเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่มีเวลาอยู่อย่างจํากัด เขาเพียงได้แต่ตอบไปว่า .. บุญกุศล นําพาและเวลามีเท่านี้ ขอให้ทําสิ่งดีๆ ให้เต็มที่ ต่อสถานที่บนภูเขานี้เถอะ อย่าบ่นไปเลย เราอาจจะ พบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว แต่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี ... ทีมงานทุกคนเพียงส่งรอยยิ้มที่ เหนื่อยล้ากลับมา ก็เพราะต้องทนร้อนทนแดด และเปียกฝนสลับกันไป จากสภาวะโลกเดือด ที่ทุกคน ต่างพูดถึง แต่ก็จะมาจากใคร ก็จากเราเองกันทั้งนั้น ... แม้จะมาทํางานบนภูเขาก็จริง แต่เขาก็ยังคง คิดถึงเหตุการณ์ภัยน้ําท่วมดินโคลนถล่มที่ผ่านมา อีกทั้งความเสียหายต่อข้าวของที่ต้องย้ายออกจาก บ้านเช่าและค่าใช้จ่ายหลังน้ําท่วมที่ค่อนข้างเยอะพอควร และยิ่งในสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจแบบนี้...
We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )



