Utopia Now สำรวจหนทางแห่งการอยู่รอดของมนุษย์ด้วยแนวคิดสังคมในอุดมคติ | IAMEVERYTHING.CO

LOOKING ON EVERYTHING ?

EXPLORE ON EVERYTHING

Writer: Panu Boonpipattanapong

  ยูโทเปีย (Utopia) เป็นแนวคิดที่ริเริ่มโดย ทอมัส มอร์
นักเขียนและนักปรัชญาสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่กล่าวถึงสังคมในอุดมคติอันสมบูรณ์แบบ ซึ่งถูกศิลปินและนักสร้างสรรค์ในหลายยุคสมัยหยิบมาสำรวจและตีความนับครั้งไม่ถ้วน
  และหนึ่งในบุคคลจำนวนนั้นคือ ไค วัลโคเวียค (Kay Walkowiak) ศิลปินชาวออสเตรีย ที่ล่าสุดได้หยิบเอาแนวคิดของยูโทเปียมาตีความใหม่ เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิดทางวัฒนธรรมในตะวันตกและโลกเสรี-ทุนนิยม เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งระดับโลกอันเป็นผลมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ, โรคระบาด และความขัดแย้งของขั้วอำนาจทางการเมืองในโลกทุนนิยม
  วัลโคเวียคใช้ “จอภาพ” เป็นสื่อในนิทรรศการ Utopia Now นำเสนอผลงานซึ่งเชื้อเชิญให้ผู้ชมขบคิดถึงความเป็นไปได้อันหลากหลาย ที่เราจะมีปฏิสัมพันธ์กับโลกรอบตัวและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขากระตุ้นให้เราเปลี่ยนจากการหมกมุ่นสนใจแต่ตนเอง ไปสู่การอยู่ร่วมกันในหนทางใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และการบ่มเพาะประชาธิปไตยให้ผลิบานไปทั่วทุกหนแห่ง

  ผลงานหลักในนิทรรศการนี้ คือวิดีโอจัดวาง Neon Ghost (2022) ที่มาพร้อมกับภูตผีเรืองแสง ที่รับบทโดย ธีระวัฒน์ “คาเงะ” มุลวิไล ศิลปินศิลปะแสดงสด และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวไทย ที่เคลื่อนไหวร่างกายในสถานที่เก่าแก่ทิ้งร้าง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถาบันหลักของสังคมทุนนิยมในกรุงเทพฯ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า, สนามบิน, หรือโรงภาพยนตร์ ภูตผีตนนี้ปรากฏตัวดั่งเสียงสะท้อนของความตาย ท่ามกลางซากความเรืองรองในอดีตอันเสื่อมโทรม เพื่อกระตุ้นเตือนให้เราคิดถึงอนาคต ที่ถึงแม้จะหดหู่ ไร้ซึ่งความหวัง แต่ก็ควรค่าแก่การต่อสู้เพื่อมัน
  ไค วัลโคเวียค ศิลปินเจ้าของงาน กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ว่า
  “ผลงานหลักของนิทรรศการนี้คือ Neon Ghost ผมทำงานร่วมกับ คาเงะ มุลวิไล โดยเริ่มต้นทำเมื่อครึ่งปีที่แล้ว และพัฒนาโครงการนี้ขึ้นมาด้วยกัน ในวันเปิดงาน คาเงะยังทำศิลปะแสดงสดที่เชื่อมโยงกับตัวงานชิ้นนี้ แต่ก็มีความเป็นเอกเทศในตัวเองด้วย”
  “นิทรรศการ Utopia Now คือการคิดถึง ยูโทเปีย (Utopia) ในแง่มุมของความเป็นจริงที่มีความลื่นไหล และไม่ตายตัว ในโลกตะวันตกของเรามีวัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับคำว่ายูโทเปีย ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงอนาคต และเป็นแนวคิดที่เราพยายามไขว่คว้าเพื่อสังคมและการอยู่ร่วมกันของมนุษย์”

  “โดยพื้นฐานแล้ว Utopia Now คือการนำโลกยูโทเปียมาสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน จากช่วงเวลาหนึ่งไปยังอีกช่วงเวลาหนึ่ง เราจะสร้างความเชื่อมโยงกับเพื่อน ๆ ครอบครัว หรือสังคม เพื่อสร้างความเป็นไปได้ที่ชักนำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนยุคสมัย แต่การที่เราเชื่อมโยงกับทุก ๆ สิ่ง การกระทำเล็ก ๆ ของเราอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้คำว่ายูโทเปียที่ดูเหมือนอยู่ในอนาคตอันแสนไกลข้างหน้าจนดูเหมือนเอื้อมไม่ถึง สามารถปรากฏขึ้นในปัจจุบัน จนสามารถพูดได้ว่าเราแต่ละคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ในวันนี้ แต่บางทีการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้”

  นอกจากการสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในอุดมคติอย่างยูโทเปีย ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์รอบโลกแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมืองไทยอีกด้วย
  “เมื่อผมมาถึงกรุงเทพฯ ผมนั่งคุยกับคาเงะเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในยุโรป รวมถึงในประเทศไทยด้วย อันที่จริงแล้ว เราต้องการเล่าเรื่องเกี่ยวกับโครงการที่นำเสนอการตั้งคำถามถึงชีวิตและสังคมทั้งหมด และเราก็อ้างอิงถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เราพบในประเทศไทยทุกวันนี้ด้วย แต่มันก็ค่อนข้างจะไปไกลกว่านั้น เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ ถ้าเรามีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยั่งยืนไปได้ตลอดไป เพราะมันเป็นระบบที่เปราะบางมาก และอาจถูกล้มล้างได้เรื่อย ๆ ดังที่เราพบตัวอย่างได้ทั่วโลกในทุกวันนี้”

  น่าขันขื่นที่แม้นิทรรศการครั้งนี้จะใช้คำว่ายูโทเปียในชื่อ แต่เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศและกลิ่นอายในผลงาน ผนวกกับสถานการณ์ในโลกรอบตัวเราทุกวันนี้ น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า ดิสโทเปีย (Dystopia) หรือโลกอันไม่พึงปรารถนา ที่เต็มไปด้วยความมืดมน หดหู่ สิ้นหวังเสียมากกว่า ซึ่งไค ศิลปินเจ้าของผลงานก็ตอบเราในข้อนี้ว่า
  “ก็จริงอยู่ อย่างเพื่อนผมหลายคนก็รู้สึกค่อนข้างสิ้นหวังเอาการ ทั้งจากความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง, การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์โลกหลากสายพันธุ์ และอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ว่าเรานั่นแหละ ที่เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเลือกการบริโภคใช้สอยได้ ว่าเราจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริโภคอาหารแบบไหนในชีวิตประจำวัน เราจะเลือกซื้อ (หรือไม่ซื้อ) สินค้าอะไรจากบริษัทไหน เหล่านี้เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เราสามารถทำเพื่อนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ได้ แน่นอนว่าเราไม่ใช่เหยื่อของสถานการณ์เหล่านี้ และมันต้องใช้ความพยายามสักหน่อย แต่เราก็สามารถสร้างและนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงได้ และถ้ามีคนลองพยายามมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของอาหาร ถ้าเราบริโภคเนื้อสัตว์ในชีวิตประจำวันให้น้อยลง เราก็อาจช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการลดวิกฤติสภาพภูมิอากาศของโลกใบนี้ในอนาคตก็เป็นได้”

  “ชื่อผลงาน Neon Ghost นั้นมีความหมายถึงอุปมาของชีวิต และชีวิตก็เป็นสัญลักษณ์ของสังคมสมัยใหม่ แต่แสงนีออนเป็นแสงที่เย็นชาเอามาก ๆ นั่นหมายถึงการที่ปัจจุบันเราก้าวไปถึงมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างสูง แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน หลายคนต้องยอมสังเวยสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต เพื่อให้แค่ได้มาซึ่งมาตรฐานการใช้ชีวิตสูง ๆ หรือการบริโภคสินค้าจำนวนมหาศาล และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรอย่างล้นเกิน สิ่งเหล่านี้ยิ่งครอบงำเราอย่างสมบูรณ์แบบในโลกยุคดิจิทัล ในแง่หนึ่ง นีออน เป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตั้งคำถามถึงความสำเร็จที่น่าเคลือบแคลงนี้ ว่ามนุษย์เรากำลังหลงลืมอะไรบางอย่างไป เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ เรายังคงเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อร่างกายอยู่”
  ถึงแม้จะตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวอันแปลกตาของนักแสดงอย่างคาเงะในผลงานวิดีโอจัดวางชิ้นนี้ก็คล้ายกับเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ก็ไม่ปาน

  “การออกแบบท่าเต้นของคาเงะมีความเชื่อมโยงกับ บูโต (Butoh) ศิลปะการแสดงแบบประเพณีของญี่ปุ่น ที่คาเงะมี
พื้นฐานในการเป็นนักเต้นบูโต ซึ่งในแง่หนึ่งคือการแสดงที่เปลี่ยนให้ผู้แสดงกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ อย่าง สัตว์, พืช หรือ ก้อนหิน ในกรณีของผลงานชิ้นนี้ เราคิดว่ามนุษย์อย่างคาเงะ จะแสดงเป็นภูติผีได้อย่างไร เราจึงเลือกใช้ภาษาของบูโต ซึ่งการเคลื่อนไหวของเขาไม่ลื่นไหลเหมือนการเคลื่อนไหวของมนุษย์ หากแต่ดูเหมือนหุ่นกระบอก หรือการเคลื่อนไหวของสัตว์บางประเภท เพราะความเป็น “ผี” ในงานชิ้นนี้ แสดงถึงแรงขับของมนุษย์ที่ปรารถนาถึงบางสิ่งบางอย่าง แต่เมื่อเราถูกความปรารถนานั้นครอบงำเราจนสูญเสียการควบคุม เราก็จะแสดงปฏิกิริยาเหมือนสัตว์มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์ ดังนั้น เราต้องการให้ตัวละครนี้ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวเหมือนสัตว์ หรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป”

  “โดยทั่วไป ความเป็นผีในตะวันตกและตะวันออกนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน แต่ในเอเชีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้น “ผี” มีบทบาททั้งในชีวิตประจำวัน และในวัฒนธรรมค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับทางตะวันตกแล้ว ในตะวันตก ถ้าคุณได้เผชิญหน้ากับผี หรือเจอผีหลอกหลอนที่ไหน หลายคนจะไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง และมักจะบอกว่ามันเป็นจินตนาการของคุณเอง ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ที่นี่ (ประเทศไทย) เรายอมรับว่าผีมีตัวตนอยู่จริง และผมคิดว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างสวยงาม ในการที่เราให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษของเรา หรือสมาชิกผู้ล่วงลับที่เคยอยู่ในสังคมของเรา ผมคิดว่านี่เป็นวิถีทางอันงดงามในการย้ำเตือนตัวเรา จากคนที่ไม่มีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้แล้ว ให้เราตระหนักว่าตัวเองเป็นใคร และเรามีเป้าหมายอะไรในชีวิตที่ต้องการทำให้สำเร็จลุล่วง”
  นอกจากศิลปะการแสดงแล้ว องค์ประกอบอันโดนเด่นอีกประการในผลงานชิ้นนี้คือ ฉากหรือสถานที่ที่ตัวละครผีเดินทางเข้าไปเคลื่อนไหวร่างกายร่ายรำภายในนั้น ที่ทั้งดูแปลกตาน่าพิศวง แต่ในขณะเดียวกันก็คุ้นตาอย่างหน้าประหลาด 
  “ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องราวของคนที่เผชิญหน้ากับผี คุณก็จะพบว่าเรื่องราวเหล่านั้นมักเกิดขึ้นในพื้นที่เงียบสงัด รกร้าง ที่ผู้คนไม่ค่อยย่างกรายเข้าไป แต่เมื่อเราต้องการทำงานที่ตั้งคำถามถึงพฤติกรรมแบบบริโภคนิยมของมนุษย์ เราก็ต้องการเลือกสถานที่ที่อาจจะเคยมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมในอดีต แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่รกร้างจากการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ อย่างโรงหนังทิ้งร้าง, ห้างสรรพสินค้าเก่ารกร้าง, ซากเครื่องบินเก่า ซึ่งพื้นที่เหล่านี้อาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผี ที่สามารถอาศัยอยู่ที่นั่นได้อย่างสันติ ส่วนนี้ของวิดีโอจัดวางเป็นเหมือนภาพอนาคตแบบดิสโทเปีย ว่าโลกของเราอาจกลายเป็นแบบนี้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง”

  องค์ประกอบอันโดดเด่นในผลงานชิ้นนี้อีกประการ คือเสียงดนตรีประกอบอันเต็มไปด้วยความหลอนล้ำอย่างน่าพิศวง
  “ในผลงาน Neon Ghost เราใช้ดนตรีที่มีการทับซ้อนของเสียงที่แตกต่างหลายชั้น โดยเริ่มจากตอนต้นที่ตัวละครหลักยังอยู่ในร่างของมนุษย์ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปสู่มิติอื่น เสียงจึงถูกออกแบบให้มีสองมิติเหลื่อมซ้อนกัน เสียงมิติแรก ออกแบบโดยศิลปินผู้ออกแบบเสียง นาตาเลีย โดมิงเกซ รานเกล (Nathalia Dominguez Rangel) ที่พยายามสร้างเสียงที่ให้บรรยากาศของการเปลี่ยนแปลง เมื่อตัวละครเอกเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเอง ส่วนในฉากอื่น ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายแห่ง เราจะใช้เสียงในอีกมิติที่ออกแบบโดย ไนเจล บราวน์ (Nigel Brown) ที่พยายามใส่องค์ประกอบของเสียงบรรยากาศในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ผีจะได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต จากประวัติศาสตร์ของพื้นที่เหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่ง เราเข้าไปถ่ายทำกันในพื้นที่ของซากโรงหนังทิ้งร้าง ก็จะมีเศษเสี้ยวของเสียงจากหนังไทยในประวัติศาสตร์เรื่องต่าง ๆ ผสมผสานกัน เราพยายามหาแนวคิดในการให้พื้นที่เหล่านั้นเล่าขานเรื่องราวของตัวเอง ให้ตัวละครเอกที่เป็นผีได้ยินจากญาณหยั่งรู้ของตนเอง”

  นอกจากผลงานชิ้นหลักอย่าง Neon Ghost แล้ว ในนิทรรศการครั้งนี้ยังมีอีกผลงานที่เปิดพื้นที่จินตนาการสำหรับการคิดถึงสถานการณ์ทางการเมืองในโลกอนาคตอย่าง Fundamental Values (2023) ผลงานศิลปะในรูปของป้ายประท้วง ที่แสดงภาพนามธรรมรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ ที่ความหมายจะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ผู้ชมจะตีความ หรือ Encounters (2003) และ Drifters (2022) ผลงานภาพถ่ายและวิดีโอจัดวาง ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของชีวิตอื่น ๆ นอกเหนือจากมนุษย์ และกระตุ้นความตระหนักรู้ถึงการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนกับธรรมชาติรอบ ๆ ตัว

  “ผลงานในส่วนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกมนุษย์ อย่าง Drifters เป็นวิดีโอจัดวางที่นำเสนอภาพของ ใบกล้วยกำลังเคลื่อนไหว สำหรับผม ใบกล้วย เป็นเหมือนการอุปมาอุปไมย เพราะมันไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง แต่เคลื่อนไหวด้วยลม เป็นการเคลื่อนไหวอันสมบูรณ์แบบที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ ที่ผมถ่ายจากอุทยานแห่งชาติเชียงดาว ในยามบ่ายแก่ ๆ ที่มีลมพัดขึ้นมาบนเนินเขาเป็นระลอก ใบกล้วยเหล่านี้ก็เต้นรำอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผมทำในงานชิ้นนี้นอกจากการบันทึกภาพ ก็มีแค่การวาดสี่เหลี่ยมง่าย ๆ ลงบนใบกล้วย รูปทรงเรขาคณิตที่ว่านี้เป็นตัวแทนของวัฒนธรรม, คณิตศาสตร์ หรืออารยธรรมมนุษย์ ผมคิดว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราวิวัฒนาการตัวเองขึ้นมาจากธรรมชาติ และ
เชื่อมโยงกับธรรมชาติ นี่ก็เป็นอุปมาเกี่ยวกับโลกของวัฒนธรรมที่ผสานตัวเองกับธรรมชาติอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ ถ้าเราตัดขาดตัวเองจากธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง เราก็ไม่อาจมีชีวิตรอดอยู่ได้ ผลงานอีกชิ้นที่อยู่ด้านตรงกันข้ามอย่าง Encounters จึงเป็นภาพถ่ายที่ไม่มีมนุษย์อยู่เลย แต่เป็นภาพของลิงสี่ตัว ที่ยืนถืองานศิลปะอยู่ ภาพนี้เป็นการเปรียบเปรยว่ามนุษย์สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจนหมด เหลือแต่ลิงที่ครองโลก ซึ่งเป็นเหมือนการย้ำเตือนว่ามนุษย์ไม่ได้สำคัญถึงขนาดที่จะครอบครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้มาก่อนเราด้วยซ้ำ”

  คาเงะ มุลวิไล ศิลปินแสดงสดผู้รับบทนำในผลงานหลักของนิทรรศการ กล่าวถึงการร่วมงานระหว่างศิลปินสองสัญชาติในครั้งนี้ว่า
  “แรกสุดเลย เราสองคนนั่งคุยกันว่าเราจะทำงานชิ้นนี้ออกมายังไง ยกตัวอย่างเช่น งานชิ้นนี้พูดถึงเรื่องภูติผีและความตาย ผมก็คิดว่าน่าจะมีช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ผมเลยแนะนำเขาว่า ผมอยากแสดงด้วยการเริ่มต้นจากการเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งผมเคยมีเสื้อผ้าคนไร้บ้านที่เคยใช้ในการแสดงอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นตัวตั้งต้น ก่อนที่เปลี่ยนเป็นวิญญาณภูตผี
  อีกประเด็นหนึ่ง ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ทำงานด้านการเมืองมามาก และใช้ศิลปะการแสดงสดบนท้องถนน (Street Performance) มาหลายต่อหลายครั้ง ผมเลยเสนอเขาว่า แนวคิดในผลงานชิ้นนี้น่าจะสอดแทรกบริบททางการเมืองในประเทศไทยเข้าไปด้วย โดยทำให้มีบรรยากาศเหมือนฝ่ายประชาธิปไตยได้ชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นชัยชนะบนซากปรักหักพังของประเทศที่ล่มสลายไปแล้ว คำว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” นั้นหมายถึงพวกเราจบชีวิตกันไปหมดแล้วน่ะนะ”

  “เวลาทำงาน ไคเขาก็จะเลือกสถานที่และฉากหลังและกำหนดเฟรมกล้อง ผมก็จะเป็นคนที่กำหนดการเคลื่อนไหวของตัวละคร เสื้อที่เห็นมีไฟกระพริบ ไคเป็นคนเอามาให้ตั้งแต่แรก ทำให้ตัวละครเหมือนมีแหล่งกำเนิดแสงในตัวเอง แล้วผมก็เต้นไปตามจังหวะกระพริบของไฟ อยู่กับมันจนเข้าใจมันน่ะนะ ระหว่างนิทรรศการ ผมก็จะมาทำการแสดงสดกับเสื้อตัวนี้ในห้องแสดงงานเป็นการเฉพาะกิจในบางวันอีกด้วย”
  นิทรรศการ Utopia Now โดย ไค วัลโคเวียค ร่วมกับ ธีระวัฒน์ “คาเงะ” มุลวิไล ภัณฑารักษ์โดย สเตฟานี ดามีอานิตช์ (Stephanie Damianitsch) สร้างขึ้นโดยความร่วมมือกับ Phileas สำนักงานศิลปะร่วมสมัยแห่งออสเตรีย, อำนวยการจัดแสดงโดย หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน, ร่วมด้วยการสนับสนุนจาก มูลนิธิ เจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน, ดร. ดิสพล จันสิริ, กราวด์คอนโทรล, และ สถานทูตออสเตรียแห่งประเทศไทย, จัดแสดง ณ แกลเลอรี่ 1 ชั้น 3 หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ ระหว่าง วันที่ 11 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2566, เปิดทำการทุกวัน เวลา 10:00 - 18:00 น. ค่าเข้าชม: 50 บาท, สมาชิกและเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, สถาบันการศึกษาสามารถขอเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (ติดต่อล่วงหน้า)

    TAG
  • art
  • exhibition
  • Utopia
  • Utopia Now
  • Kay Walkowiak

Utopia Now สำรวจหนทางแห่งการอยู่รอดของมนุษย์ด้วยแนวคิดสังคมในอุดมคติ

ART AND EXHIBITION/EXHIBITION
April 2023
CONTRIBUTORS
Panu Boonpipattanapong
RECOMMEND
  • DESIGN/EXHIBITION

    แนวคิดดีไซน์พาวิลเลียน “𝗔𝗦𝗔 𝗠𝗲𝗴𝗮̈ 𝗛𝗶𝗹𝗹” ภูมิทัศน์ใหม่ของการเชื่อม “นวัตกรรม-ผู้คน” อย่างเป็นธรรมชาติ ในงานสถาปนิก’69

    เตรียมพบกับ Thematic Pavilion ในงานสถาปนิก’69 ที่ Häfele ร่วมกับสถาปนิกแถวหน้าอย่าง เจอร์รี หง และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี จาก Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research สร้างสรรค์พาวิลเลียนที่มากกกว่าการจัดแสดงนวัตกรรม แต่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเดินชม เรียนรู้ และเป็นส่วนหนึ่งกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นจากแบรนด์ Hafele ภายใต้แนวคิด “𝗙𝘂𝘁𝘂𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗯𝘆 𝗖𝗼𝗻𝗻𝗲𝗰𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗡𝗮𝘁𝘂𝗿𝗲”

    EVERYTHING TEAMApril 2026
  • DESIGN/EXHIBITION

    “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิด ในงาน BKKDW2026 ที่ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต

    การทำความเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่และชีวิตประจำวันของผู้คนในย่าน จะช่วยทำให้งานออกแบบสามารถยกระดับ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของย่านได้อย่างกลมกลืน ซึ่งหนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ “High Line Bangkok” พาวิลเลียนเชิงแนวคิดแบบไร้ขยะ ที่ออกแบบโดยสองสถาปนิกจาก HAS design and research ผู้ทดลองเปลี่ยนลานคนเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานกึ่งอาเขต ซึ่งสร้างร่มเงาที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปพักพิงร่างกาย และสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของ “แสงสว่าง” และ “ร่มเงา” ตลอดทั้งวัน

    EVERYTHING TEAMFebruary 2026
  • DESIGN/EXHIBITION

    “WERDIN: ดินกลาย” โดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

    นิทรรศการครั้งล่าสุดของวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ที่มีความหมายมากกว่างานศิลปะ แต่พาเราเดินทางอย่างลึกซึ้งไปถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์ชุมชนจังหวัดราชบุรี สิ่งที่หล่อหลอมสู่ตัวตนของศิลปิน รวมถึงความคิด ความทรงจำ และการเชื่อมระหว่างตัวเขากับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน โลหะ หรือเทคโนโลยี ที่ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบงานศิลป์ แต่เป็นภาษาที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสู่ผลงานที่ทำให้เราฉุกคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการ “กลายเป็น” อยู่เสมอ

    EVERYTHING TEAM9 months ago
  • DESIGN/EXHIBITION

    Re/Place การปิดทับอดีตเพื่อเปิดเผยความจริงทางการเมือง ของ วิทวัส ทองเขียว

    ในอดีตที่ผ่านมา ในแวดวงศิลปะ(กระแสหลัก)ในบ้านเรา มักมีคํากล่าวว่า ศิลปะไม่ควรข้องแวะกับ การเมือง หากแต่ควรเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม สุนทรียะ และจิตวิญญาณภายในอัน ลึกซึ้งมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหน ศิลปะไม่เคยแยกขาดออกจาก การเมืองได้เลย ไม่ว่าจะในยุคโบราณ ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือรับใช้ชนชั้นสูงและผู้มีอํานาจ หรือใน ยุคสมัยใหม่ที่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง หันมามองในบ้าน เราเอง ก็มีศิลปินไทยหลายคนก็ทํางานศิลปะทางการเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสะท้อนและ บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้อย่างเข้มข้น จริงจัง

    Panu BoonpipattanapongFebruary 2025
  • DESIGN/EXHIBITION

    The Grandmaster : After Tang Chang บทสนทนากับ จ่าง แซ่ตั้ง ศิลปินระดับปรมาจารย์แห่งศิลปะสมัยใหม่ไทย โดย วิชิต นงนวล

    เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เรารู้ว่า การก๊อปปี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ทําให้ เราได้รู้ว่าผลงานต้นฉบับของจริงในช่วงเวลาที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความดีงามขนาดไหน ไม่ต่างอะไรกับศิลปินร่วมสมัยสัญชาติไทยอย่าง วิชิต นงนวล ที่หลงใหลศรัทธาในผลงานของศิลปิน ระดับปรมาจารย์ในยุคสมัยใหม่ของไทยอย่าง จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ในวัยของนักเรียน นักศึกษา เรื่อยมาจนเติบโตเป็นศิลปินอาชีพ ความหลงใหลศรัทธาที่ว่าก็ยังไม่จางหาย หากแต่เพิ่มพูน ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สุกงอมออกดอกผลเป็นผลงานศิลปะในนิทรรศการ The Grandmaster : After Tang Chang ที่เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างบทสนทนากับศิลปินระดับปรมาจารย์ผู้นี้

    Panu BoonpipattanapongJanuary 2025
  • DESIGN/EXHIBITION

    Monte Cy-Press ศิลปะจากกองดินที่สะท้อนน้ําหนักของภัยพิบัติ โดย อุบัติสัตย์

    “ยูบาซาโตะ เดินผ่านตามแนวต้นสนขึ้นไปบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปก่อสร้างสถูปดิน และมักจะโดน ทีมงานช่างบ่นทุกวันเกี่ยวกับการก่อสร้าง ที่มีเวลาอยู่อย่างจํากัด เขาเพียงได้แต่ตอบไปว่า .. บุญกุศล นําพาและเวลามีเท่านี้ ขอให้ทําสิ่งดีๆ ให้เต็มที่ ต่อสถานที่บนภูเขานี้เถอะ อย่าบ่นไปเลย เราอาจจะ พบกันแค่ประเดี๋ยวเดียว แต่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี ... ทีมงานทุกคนเพียงส่งรอยยิ้มที่ เหนื่อยล้ากลับมา ก็เพราะต้องทนร้อนทนแดด และเปียกฝนสลับกันไป จากสภาวะโลกเดือด ที่ทุกคน ต่างพูดถึง แต่ก็จะมาจากใคร ก็จากเราเองกันทั้งนั้น ... แม้จะมาทํางานบนภูเขาก็จริง แต่เขาก็ยังคง คิดถึงเหตุการณ์ภัยน้ําท่วมดินโคลนถล่มที่ผ่านมา อีกทั้งความเสียหายต่อข้าวของที่ต้องย้ายออกจาก บ้านเช่าและค่าใช้จ่ายหลังน้ําท่วมที่ค่อนข้างเยอะพอควร และยิ่งในสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจแบบนี้...

    Panu Boonpipattanaponga year ago
SIGN UP TO OUR NEWSLETTER
A Monthly update of the new issue from us
THANK YOU FOR YOUR SUBSCRIPTION

We use cookies, localStorage and other technologies (collectively, "cookies") to recognise your browser or device, learn more about your interests, and provide you with essential features and services and for additional purposes. ( see details )